คืนแล้วนะจ๊ะ ไม่ถือว่าฉ้อโกง



วันนี้มาวิพากษ์วิจารณ์คำแก้ตัวอันพิลึกพิลั่นของสมีเควี่ยธัมมชโยที่ว่า “คืนแล้วนะจ๊ะ ไม่ถือว่าฉ้อโกง”  เพราะเป็นมีเรื่องหมกเม็ดแบบหน้าด้านยิ่งกว่าหนัง T-rex เสียอีก

ข้อมูลนี้ เอามาจากประวัติของสมีเควี่ยธัมมชโยใน วิกิพีเดีย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 สมชาย สุรชาตรี โฆษกประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงว่า

ตามเอกสารของมหาเถรสมาคม เมื่อปี 2542 ไม่มีคำสั่งหรือเอกสารที่ระบุว่าพระธัมมชโยเป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุตามพระลิขิตดังกล่าว

ด้านพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังเปิดประเด็นอีกด้วยว่า ไม่แน่ใจว่าพระลิขิตนั้นเป็นของปลอมหรือไม่ และย้ำว่า พระธัมมชโยยังไม่ปาราชิก

ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคมเผยว่า มหาเถรสมาคมเห็นว่าพระธัมมชโยไม่มีเจตนาขัดพระลิขิต และไม่มีเจตนาฉ้อโกง จึงถือว่าพ้นมลทิน

และในปี 2549 ได้มีมติถวายคืนสมณศักดิ์ให้กับพระธัมมชโย อีกทั้งในปี 2554 ยังได้เลื่อนสมณศักดิ์จากยศพระราชภาวนาวิสุทธิ์เป็นพระเทพญาณมหามุนี

และพระธัมมชโยก็ได้ดำรงสมณเพศต่อมา และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ "พระเทพญาณมหามุนี" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554

ข้อมูล ณ ตรงนี้ก็ตอบข้อสงสัยของประชาชนได้ว่า “ทำไม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคมจึงอุ้มสมีเควี่ยธัมมชโย”  แบบค้านสายตาประชาชน

ก็เพราะ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคม ทำความผิดมาแล้ว

ดังนั้น ถ้ามีการจับสมีเควี่ยธัมมชโยสึก  ก็ต้องมีการเช็กบิล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคม แน่ๆ

จึงต้องอุ้มกันไปก่อน  สุภาษิตไทยก็มีว่า “ไปตายเอาดาบหน้า”  ผมว่า คงได้ตายด้วยกันแน่

ที่นี้เรามาดูข้อเท็จจริงว่า “คืนแล้วนะจ๊ะ ไม่ถือว่าฉ้อโกง” ว่าจะเป็นจริงไปตามนั้นหรือไม่  ข้อมูลเอามาจากมติชนออนไลน์ ซึ่งเอามาจากวันที่ศาลพิจารณาถอนฟ้องกันเลย

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาล นายสุนพ กีรติกุล ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวน และองค์คณะออกนั่งบัลลังก์ พิจารณาคดีดำ หมายเลขที่ 11651/2542 และคดีดำหมายเลข 14735/2542

ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระไชยบูลย์ ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สิทธิผล อายุ 62 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร อายุ 57 ปี ลูกศิษย์คนสนิท เป็นจำเลยที่ 1-2

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยสุจริต

และเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร จำเลยที่ 2

และเงิน จำนวน 29,877,000 บาท ไปซื้อที่ดินเนื้อที่ 902 ไร่เศษ ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 เช่นกัน

ตรงนี้ขอให้ผู้อ่าน โปรดอ่านด้วยความตั้งใจ แล้วจะรู้ว่า สมีเควี่ยธัมมชโยมันเลวระใดไหน และมันฉ้อโกงหรือไม่

ในการซื้อที่ดินที่พิจิตร กับ เพชรบูรณ์นั้น  สมีเควี่ยธัมมชโยไม่ได้ใส่ชื่อตัวเอง แบบตัวอย่างโฉนดที่ผมนำเสนอไปด้านบน  แต่ใส่เป็นชื่อนอมินีคือ นายถาวร พรหมถาวร

อย่างนี้มันมีเจตนาโกงหรือไม่ ท่านผู้อ่าน

ถ้าว่า ไปซื้อที่ดินโดยเอาเงินวัดไปซื้อ  แล้วมีกรณีรีบด่วน หรือจำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ใส่ชื่อของสมีเควี่ยธัมมชโยไปก่อน  ซึ่งมันก็ผิดอยู่แล้ว  แต่ก็ยังฟังได้ว่า อาจจะไม่มีเจตนาฉ้อโกง

แต่นี่ สมีเควี่ยธัมมชโยเอาเงินวัดไปซื้อที่ดิน แล้วให้ลงชื่อเป็น นายถาวร พรหมถาวร มันเป็นการฉ้อโกงโดยเจตนาใช่หรือไม่

ดังนั้น ผมขอฟันธงไปเลยว่า  การแก้ตัวแทนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคม ที่ว่า สมีเควี่ยธัมมชโยเอาที่ดินมาคืนวัดแล้ว และไม่มีเจตนาฉ้อโกงใดๆ เลย

เป็นเหตุผลที่งี่เง่าแบบมหัศจรรย์พันลึกจริงๆ  ไม่คิดว่า ชีวิตนี้จะได้เห็นเหตุผลแบบนี้






“ธุดงค์ธรรมชัย” ไม่ใช่เดินธุดงค์ ไม่ได้บุญ



ในช่วงนี้ กระแส “ด่า” ธุดงค์ธรรมชัยเริ่มมาแรงอีกครั้งหนึ่ง  สาวกของสมีเควี่ยธัมมชโยก็พยายามออกมาแก้ต่าง ด้วยตรรกะบ้าๆ บอๆ กันอีกเหมือนเดิม

ในฐานะที่เป็นวิทยากรสอนปฏิบัติธรรมด้วยวิชาธรรมกาย ผมขอยืนยันว่า “ธุดงค์ธรรมชัย” ไม่ใช่การเดินธุดงค์   

การเดินธุดงค์จริงนั้น  เป็นการเดินของพระที่จะไปทำ “ธุดงควัตร 13” ข้อใดข้อหนึ่ง  ไม่ใช่นั่งรถไปลงเดินเหยียบดอกไม้ ขอเงินชาวบ้านไม่ต่างกับขอทาน แล้วก็ขึ้นรถกลับ

พรุ่งนี้ก็นั่งรถไป ลงเดินต่ออีกหน่อย  รับเงินประชาชน แล้วก็นั่งรถกลับ  คนที่ร่วมพิธีกรรมนี้ไม่ได้บุญอะไร 

นอกจากนั้น ยังได้บาปแถมกลับมาบ้านเสียด้วย

ธุดงควัตร มี 13 ข้อ  ดังนี้

หมวดที่ 1 จีวรปฏิสังยุต (เกี่ยวกับจีวร )
       1. ปังสุกูลิกังคะ องค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
       2. เตจีวริกังคะ องค์แห่งผู้ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร
      
หมวดที่ 2 ปิณฑปาตปฏิสังยุต (เกี่ยวกับบิณฑบาต)
       3. ปิณฑปาติกังคะ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
       4. สปทานจาริกังคะ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับเป็นวัตร
       5. เอกาสนิกังคะ องค์แห่งผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร คือฉันวันละมื้อเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีก
       6. ปัตตปิณฑิกังคะ องค์แห่งผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร คือ ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารเกิน 1 อย่างคือบาตร
       7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ องค์แห่งผู้ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อได้ปลงใจกำหนดอาหารที่เป็นส่วนของตน ซึ่งเรียกว่าห้ามภัต ด้วยการลงมือฉัน เป็นต้นแล้ว ไม่รับอาหารที่เขานำมาถวายอีก แม้จะเป็นของประณีต
      
หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสังยุต (เกี่ยวกับเสนาสนะ )
       8. อารัญญิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ห่างบ้านคนอย่างน้อย 500 ชั่วธนู คือ 25 เส้น
       9. รุกขมูลิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
       10. อัพโภกาลิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
       11. โสสานิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
       12. ยถาสันถติกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ในเสนาสนะแล้วแต่เขาจัดให้
      
หมวดที่ 4 วิริยปฏิสังยุต (เกี่ยวกับความเพียร)
       13. เนสัชชิกังคะ องค์แห่งผู้ถือการนั่งเป็นวัตร คือเว้นนอน อยู่ด้วยเพียง 3 อิริยาบถ

จะเห็นว่า การเอาพระมาเดินเหยียบดอกไม้ ขอเงินชาวบ้าน ให้รถติดกันแบบฉิบหายวายป่วง  คนเดือดร้อนเป็นหมื่นเป็นแสนคน เพียงเพื่อหาเงินไปให้คุณเควี่ยธัมมชโย  ไม่ใช่ “การเดินธุดงค์”  แน่ๆ

ทำไม การเดิน “ธุดงค์ธรรมชัย” ถึงได้บาป

วัดพระธรรมกายนั้น  มารท่านประกาศมาได้สักพักแล้วว่า “เป็นของมาร”  กิจกรรมอะไรก็ตาม ผลที่ได้มารเขาเป็นเจ้าของ 

มารนั้น ธรรมชาติของเขาให้ “บาป”  เมื่อทำอะไรในกิจกรรมของมาร “ดวงบาป” ซึ่งมีอยู่ทุกคนอยู่แล้ว จึงโตขึ้น ดำขึ้น

ที่เขียนไปนั้น สามารถพิสูจน์ได้จากคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอง เรื่อง “ดูดวงบุญดวงบาป” สนใจก็ไปอ่านได้ที่นี่







สมีเควี่ยธัมมชโยโกหกเรื่องพระอุบาลีฯ


ข้อความเดิม

ข้อความแก้

การที่สาวกของสมีเควี่ยธัมมชโยโกหกนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดที่บรรดาพวกจังไรและสมองหมาปัญญาควายเหล่านั้น 

แต่การโกหกคราวนี้ มันเสือกทะลึ่งไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลในสายปฏิบัติธรรมอื่น ไม่รู้มันจะโกหกไปหา “วรนุช” อะไรของพวกมัน

ในด้านการปฏิบัติธรรมนั้น  สายวิชาธรรมกายดีที่สุด ตรงที่สุด สอนคนให้เห็นผลได้ดีที่สุดอยู่แล้ว จะต้องไปโกหกแบบที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ทำไม

เรื่องของเรื่องก็คือ  สมีเควี่ยธัมมชโยไปเขียนประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วไปโกหกว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำส่งพระหมกไปสอนวิชาธรรมกายให้กับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) จนได้ธรรมกาย











เรื่องนี้ สมีเควี่ยธัมมชโยผิดจริง  เพราะได้แก้ไขเว็บดังกล่าวแล้ว ขอให้ไปดูภาพด้านบนสุด การแก้ไขก็ทำเพียงลบเชิงอรรถหมายเลข 2 ออกไป แต่ยังเหลือเชิงอรรถหมายเลข 3

ก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ลองมาดูการแก้ตัวของบรรดาสาวกจังไรของสมีเควี่ยธัมมชโยกันก่อน  ข้อมูลเอามากกระทู้ “แถลงการณ์ ความจริงเรื่องท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาธรรมกาย”  ของเว็บพันธุ์ทิพย์

ประวัติ บางส่วนต้องไปสอบถามจากบุคคล เล่าต่อๆกันมา  บางเรื่องในหนังสือไม่ได้กล่าวถึง  แต่เล่าจากคำบอกเล่าผู้เกี่ยวข้องที่มีอายุมากแล้ว

เพราะสืบจากบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ในเวลานั้นต่างกัน  คำบอกเล่าก็จะต่างกัน

บางเรื่องมีในหนังสือ แต่ไม่มีในคำบอกเล่า   บางเรื่องมีในคำบอกเล่าแต่ไม่มีในหนังสือ
เรื่องเหล่านี้สืบค้นยากมากเพราะเป็นเรื่องเนิ่นนานมาแล้ว  

ถ้าจะปรับเปลี่ยนเนื้อหาในเว็บ DMC ต้องติดต่อ ไปทางเว็บ น้องเด็กที่เป็นอาสาสมัครดูแลเว็บ

เว็บของวัดหลายๆเว็บ คนที่ดูแลส่วนมากเป็นเด็กมหาลัย เย่าวชนมาช่วยดูแล บางครั้งก็มีผิดพลาดกันได้

แบบเพจในเฟสบุ๊ค ส่วนมากก็เป็นเด็กเยาวชน ที่ศรัทธาวัดมาทำขึ้น  เจ้าหน้าที่ในวัดอาสาสมัครก็มีแต่น้องเด็กๆ ก็ย่อมมีผิดพลาดกันบ่อย

ดูความเลวระยำจังไรของสาวกสมีเควี่ยธัมมชโย ไปโทษคนทำเสียเลย  มึงทำผิดโดยเจตนา ลงในหนังสือเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ลงในเว็บ DMC ลงในวิกิพิเดีย  มึงเจตนาหลอกลวงแล้ว

ไม่รู้จะด่าด้วยสำนวนภาษาอย่างไร ให้สาสมกับความเลวระยำของไอ้พวกนี้

จะเห็นว่า สมีเควี่ยธัมมชโยกับสาวกสมองหมา ปัญญาควายของมันนั้นๆ วันๆ ทำแต่ความเลวระยำ ไม่เคยสร้างความดีอะไร  โกหกหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา

เรื่องนี้ มันไม่ควรจะโกหกให้เป็นเรื่องขึ้นมาเลย  ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยด้วย