ธัมมชโย โล้นกะล่อนโลก


บทความนี้ นำมาจากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ อิสรเสรีแห่งความคิด เขียนโดยเปลว สีเงิน ชื่อบทความคือ “ไม่รู้จัก...แต่ตกคลั่กอยู่ธรรมกาย!” [Wednesday, 18 February, 2015]

เนื้อหาของบทความก็เป็นดังนี้

คดี "พล.ต.ท.พงศ์พัศ ฉายาพันธุ์" ตำรวจจับเร็ว  สอบสวนเร็ว ส่งฟ้องเร็ว ไม่ถึงครึ่งปี ศาลก็พิพากษาไปแล้วหลายคดี

เมื่อวาน (๑๗ ก.พ.๕๘) ในคดีร่วมกันฟอกเงิน ศาลตัดสินจำคุกไปอีก ๒๐ ปี!

ตรงข้ามกับคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ศิษย์เอกธรรมกาย ที่ยักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น มูลค่านับหมื่นล้าน  อายุความมี ๓ ปี แต่ผ่านไปเกือบ ๒ ปี  ดีเอสไอ ตั้งแต่ยุคนายธาริต เพ็งดิษฐ์ จนมาถึงวันนี้....!

นอกจากอายัดโน่น-นี่เป็นพิธีแล้ว ทางด้านคดีอาญา แทบไม่มีอะไรคืบหน้า จนกระทั่งปลายเดือนที่แล้ว ผู้เสียหายต้องรวมตัวกันไปร้องปลัดยุติธรรมและอธิบดีคนใหม่ ให้เปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน!

คดีนี้ มัน "ลมพัดใบไม้ไหว" แต่ต้นแล้ว ก็ขนาด "รองปลัดยุติธรรม" ใช้ตำแหน่งตัวเองประกันผู้ต้องหา คือนายศุภชัย แล้วจะไปหวังเอาความจริงจัง-ตรงไปตรงมาจากการทำคดีได้แค่ไหนกัน

ก็คงต้องเอี้ยวๆ เลี่ยงชน "ยอดจานบิน" นั่นแหละ!

และยอดจานบินกับระบอบทักษิณ มันก็ "คอหอยกับลูกกระเดือก" ประจักษ์ทางพฤตินัย แต่ถ้าอยากประจักษ์ทางนิตินัย

สตง.ลองไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในยุคทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ดูว่า... งบประมาณจัดอีเวนต์ เกณฑ์ข้าราชการมาอบรม จ้างเดียรถีย์มาเข้าฉากงาน จัดพิธีกรรมตามท้องถนน มันตกปีละเท่าไหร่?

ก็เห็น พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ปลัดยุติธรรมบอกว่า  คดีนายศุภชัยยักยอกสหกรณ์ฯ ไม่ซับซ้อน ผมก็ว่า.....นั่นน่ะซี 

คดีไม่ซับซ้อน แต่ดีเอสไอผู้ทำคดี ทำไมพฤติกรรมดูมัน "ซับซ้อน" เหลือเกิน? ปปง.ก็ด้วย!

สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ดีเอสไอ "ผู้ทำคดี" ไปให้ข้อมูลกับอนุกรรมาธิการด้านการธนาคารฯ วุฒิสภา อนุกรรมาธิการถามว่า ดีเอสไอดำเนินคดีนายศุภชัยกี่คดี?

ดีเอสไอบอก ...คดียักยอกทรัพย์คดีเดียว เพราะไม่มีเจตนาฉ้อโกงประชาชนแต่แรก และว่าเป็นข้อกล่าวหาส่วนตัว มีบทลงโทษไม่หนัก

ในส่วนเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย ทางอนุกรรมาธิการฯ ถาม "ได้เห็นเอกสารการโอนเงินของสหกรณ์ฯ บริจาคให้วัดพระธรรมกายหรือไม่"?

ดีเอสไอตอบว่า ในกรณีนี้ ทาง ปปง.ได้มีการสอบสวนกับทนายความของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มีการสั่งจ่ายเช็คจริง ทางวัดพระธรรมกายถือว่าเป็นเงินบริจาค

ดีเอสไอ ก็พิจารณาเจตนาในการรับเงินของวัดพระธรรมกายแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริต จึงไม่มีการติดตามเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืน และดีเอสไอดำเนินการเฉพาะคดีอาญาเท่านั้น

อนุกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า.......

"กรณีนายศุภชัย นำเงินสหกรณ์ไปบริจาคให้วัดพระธรรมกาย เนื่องจากการบริจาคเงินให้วัดพระธรรมกายเป็นการยักยอกทรัพย์ของสหกรณ์ฯ ไปบริจาค ตามกฎหมายจะถือว่า 'วัดพระธรรมกายรับของโจร' ดีเอสไอควรประสานกับทางวัดว่าเงินดังกล่าวเป็นของสหกรณ์ฯ และควรติดตามเอาคืนมาให้สหกรณ์ฯ"

ครับ....ก็ชัดแล้ว!

ยักยอกเป็นหมื่นล้าน ดีเอสไอตั้งข้อหาแค่ยักยอกทรัพย์  แก้ต่างให้เสร็จสรรพว่านายศุภชัยทำคนเดียว ไม่มีเจตนาโกงประชาชน

ดังนั้น นายศุภชัยจึงไม่ถูกสอบไปสู่ข้อหาฉ้อโกงประชาชน ไม่ถูกสอบข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ไม่ถูกข้อหาฟอกเงิน มีพฤติกรรมอั้งยี่ ซ่องโจร

ทั้ง ดีเอสไอ และ ปปง.ก็ซื่อและแสนดี มีสวรรค์ชั้นใด-ชั้นหนึ่งอยู่ฟรีแน่นอน ธัมมชโยบอก เงินที่เขายักยอกมาถวาย ๙๐๐ กว่าล้านนี่ เป็นเงินบริจาค ก็เชื่อทันทีทันใด

ไม่มีการตั้งข้อหารับของโจร.....

ไม่มีการอายัดบัญชีเงินวัดพระธรรมกายและเงินบัญชีธัมมชโย ตรวจสอบที่มา-ที่ไป แต่อย่างใด

และเป็นดีเอสไอ-ปปง.ในระบอบทักษิณที่แสนดี ไม่เฉลียวอย่างที่ตำรวจ หรือดีเอสไอ หรือ ปปง.ทั่วโลกเขาต้องเฉลียว เมื่อเจอลักษณะนี้ รูปการมีความน่าจะเป็นว่า

วัดพระธรรมกาย ธัมมชโย กับนายศุภชัย..... พฤติกรรมส่อ มีส่วนรู้เห็น มีส่วนได้-ส่วนเสีย ในการยักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น กว่า ๙๐๐  ล้าน โดยอาศัยคำว่า "เงินบริจาค" ให้วัด ให้พระ เป็นการ "ฟอกเงินโจร"!

ทำไมผมจึงตั้งข้อสงสัยว่า..........การยักยอกเงินสหกรณ์ของนายศุภชัย มีส่วนเกี่ยวพันวัดธรรมกายและธัมมชโย?

ผมไม่ได้สงสัยเอาเอง แต่เป็นการสงสัย "ตามทางสอบสวน" ที่ควรจะเป็น ตามหลักฐานทั่วไป และที่ "ไทย พับลิก้า" รวบรวมไว้

นายศุภชัยบริจาคด้วยเช็คสหกรณ์ฯ คลองจั่น ให้วัดพระธรรมกายและธัมมชโยในชื่อ "พระราชภาวนาวิสุทธิ์" โดยตรงกว่า ๙๐๐ ล้าน ช่วงปี พ.ศ.๒๕๕๒ ที่นายศุภชัยเป็นประธานสหกรณ์ฯ
ช่วง ๑ ม.ค.๕๒ - ๓๑ พ.ค.๕๕ เงินทดรองจ่ายนายศุภชัย ที่สั่งจ่ายจากบัญชีธนาคารสหกรณ์ฯ คลองจั่น ให้กับวัดพระธรรมกายและธัมมชโย

เช็ค ๑๕ ใบ เป็นเงิน ๘๑๔.๗๘ ล้าน!

เงินทดรองจ่ายนายศุภชัย ที่เป็นการจ่ายโอนเข้าบัญชีธนาคาร ปรากฏบัญชีเลขที่ 114-0-10317-2 เจ้าของบัญชีชื่อพระครูปลัดวิจารย์ ธีรังกุโร (พระวัดพระธรรมกาย)  ๒๒ รายการ คิดเป็นเงิน ๑๑๙.๗๒ ล้าน!

ถามกันตรงๆ ไม่นายศุภชัยที่บริจาคบ้า คนรับบริจาค คือวัดธรรมกายและธัมมชโยก็บ้า คนไม่รู้จักกันเลย และเอาเงินที่ไหนมา ศรัทธาอะไรกันนัก-กันหนา ฝ่ายให้ ก็ตั้งหน้าตั้งตาให้ ฝ่ายรับก็หลับหู-หลับตารับ ไม่สงสัย ไม่ไต่ถาม ไม่เอะใจอะไรกันเลย...ซักคำ

ถามว่า...มันเป็นอย่างนั้นได้หรือดีเอสไอ ปปง.เชื่อง่ายๆ เดียรถีย์บอกยังไง ก็เชื่อหมดตามนั่น อย่างนั้นหรือ?

ด้วยวิสัยเจ้าพนักงานสอบสวน ต้องไม่เชื่อทันที-ทันใดแน่ ต้องตั้งประเด็นสอบทันทีว่า..นายศุภชัยกับวัดธรรมกายและธัมมชโย  น่าจะเป็นแก๊งร่วมกันยักยอกเงินสหกรณ์ฯ มา แล้วเอามาซุกวัด-ซุกพระ เป็นการฟอกเงิน!?

ซึ่งวัดและธัมมชโยก็ยอมรับว่าเงินนี้มาจากนายศุภชัยอยู่แล้ว  ดีเอสไอก็น่าจะทำตามข้อสังเกตอนุกรรมาธิการฯ คือตั้งข้อหา "รับของโจร" และอายัดบัญชีทั้งหมดไว้ตรวจสอบ

แต่ ทั้งดีเอสไอ และ ปปง.ไม่ทำเลย เชื่อคำพูดเดียรถีย์ว่า...รับบริจาคโดยสุจริตเชื่อนายไชยบูลย์ ในคราบเหลืองได้อย่างไร.............. เพราะมีหลักฐานยืนยันชัดว่า นายไชยบูลย์หรือธัมมชโยคนนี้ โกหก กะล่อน-ปล้อนปลิ้น "ระดับโลก" โดยสันดาน

ขนาดต่อหน้าศาล ธัมมชโยยังให้การ "โกหก" แบบหน้าด้านๆ!  คิดดูแล้วกัน......

กับคนอื่น อย่างดีเอสไอหรือ ปปง.ซึ่งก็ส่อว่า "ไม่เต็มร้อย" ในการทำคดีอยู่แล้ว ธัมมชโยแทบไม่ต้องโกหกก็พร้อมเชื่อ จึงเป็นไปได้หรือที่ "เจ้าโล้นวิปริต" มันจะ นะจ๊ะตามเป็นจริง?

วันนี้ จะยังไม่พูดถึง "ความเชื่อมโยง" แนบแน่น "เส้นทางการเงิน" จากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น โดยนายศุภชัย สู่เส้นทางการเงินธรรมกายและ "โล้นกะล่อนโลก"

เพียงอยาก "ขับเน้น" ให้เห็นถึงความเป็นโล้นกะล่อนโลก ที่เชื่อถือวาจาคำพูดใดๆ ไม่ได้

แต่คณะสงฆ์ โดยมหาเถรสมาคม ยังประคบ-ประหงม เลี้ยงให้เป็นตัวหนอน ๒ เพศใน ๑ ร่าง กัดไชรากแก้ว-รากฝอยพระพุทธศาสนาให้ฝ่อตาย เพื่อมันจะขยายเผ่าพันธุ์ยึดครอง

คนพูดโกหกที่ไม่ทำชั่วไม่มีในโลก เป็นฉันใด โล้นกะล่อน "ธัมมชโย" ก็เป็นฉันนั้น! ฉะนั้น เมื่อธัมมชโย กล้าพูดโกหกต่อหน้าศาลได้ว่า "....ไม่เคยรู้จักนายศุภชัยเป็นการส่วนตัวมาก่อน เขาถวายเงินก็รับโดยสุจริต"!

ทั้งที่เป็นที่รู้-ที่ประจักษ์ทั่วไปว่า....

นายศุภชัยนั้น เป็นหนึ่งในหัวขบวนพุทธพาณิชย์ของธรรมกายมาเป็นสิบๆ ปี พฤติกรรมเป็นแขน-เป็นขาขบวนการธรรมกายด้านการเงินประสานเป้าหมายองค์การสัญลักษณ์พีระมิด อย่างที่เห็นในธนบัตรใบละ ๑ ดอลลาร์

ทั้งเป็นผู้ดูแลเงินวัดพระธรรมกาย ทั้งทำไร่ปลูกดอกดาวเรืองเรียกว่าดาวรวย เรียกพ่อจ๊ะ..พ่อจ๋า เอาดาวรวยไปถวายโรยรองตีนแก๊งธุดงค์ลวงโลก

คนเอาเงินเป็นพันล้านมาให้ บอกไม่รู้จักกัน คนรู้นอก-รู้ในอยู่ด้วยกันเป็นสิบปี พอมีเรื่องบอกไม่รู้จักกัน

แล้ว "สหกรณ์เครดิตยูเนียนมงคลเศรษฐี" เจ้าของโครงการสินเชื่อคูปองเงินทำบุญเททองหล่อรูปเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ ธุรกิจเครือข่ายธรรมกายนั่นล่ะ

นายศุภชัย ศรีศุภอักษร เป็นคนก่อตั้งและคนบริหารจัดการใช่มั้ย?

แล้วอย่างนี้ ธัมมชโยโกหกหัวโล้นๆ ว่า "ไม่เคยรู้จักนายศุภชัย"...ใครจะเชื่อ

เหมือนกับโกหกว่า.....

"บริษัท มงคลเศรษฐีเอสเตท จำกัด" อีกหนึ่งธุรกิจธรรมกาย ไม่มีเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น "ไหลเข้ามา" ชนิดถูกต้องโดยไม่สุจริต

แล้วอย่างนี้ ดีเอสไอ และ ปปง.ไม่สงสัย ไม่อายัด ไม่ตรวจสอบ ในความเป็นขบวนการยักยอก-ฟอกเงิน ระหว่างนายศุภชัยกับธรรมกายและธัมมชโย

ก็น่าสงสัย ปปง.และดีเอสไอ นะ?

บทความของคุณเปลว สีเงินนั้นเป็นจริงตามนั้น 

อย่างไรก็ดี  รู้ญาณของผมลึกๆ ผมคิดว่า ธัมมชโย โล้นกะล่อนโลก  น่าจะมาตายด้วยคดีสหกรณ์ฯ คลองจั่นกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร นี่แหละ

คสช. คงอยากจะเอา ธัมมชโย โล้นกะล่อนโลก  เข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมานานแล้ว แต่ทำไม่ได้ก็เพราะ ผ้าเหลือง

เมื่อมีคดีรับของโจรนี้เข้ามา คสช. น่าจะเล่นคดีนี้เป็นแน่ เพราะ แค่เอา ธัมมชโย โล้นกะล่อนโลก  ติดคุกแค่วันสองวันก็พอแล้ว  ในเบื้องต้น 

พระในเข้าคุกไม่ได้ ดังนั้น ก็ต้องสึกก่อน  ตรงนี้ไม่ใช่เป็นการจับสึกจากคดีของพระ แต่เป็นการจับสึกจากการรับของโจร  เพื่อให้ติดคุก 

บรรดาสาวกโง่ๆ ของ ธัมมชโย โล้นกะล่อนโลก  ก็จะมาประท้วงอะไรไม่ได้ 

ตอนนี้ ข่าวออกมาว่า ธัมมชโยคงคืนเงินแน่ๆ แต่การคืนเงินนั้น ก็ไม่ใช่ว่า จะพ้นความผิด เพราะ ความผิดนั้นสำเร็จไปแล้ว

การที่ ธัมมชโย โล้นกะล่อนโลก  โกหกว่า ไม่รู้จัก “นายศุภชัย ศรีศุภอักษร”  จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโคตรงี่เง่าของสมีเควี่ยธัมมชโยอีกครั้งหนึ่ง






คืนแล้วนะจ๊ะ ไม่ถือว่าฉ้อโกง



วันนี้มาวิพากษ์วิจารณ์คำแก้ตัวอันพิลึกพิลั่นของสมีเควี่ยธัมมชโยที่ว่า “คืนแล้วนะจ๊ะ ไม่ถือว่าฉ้อโกง”  เพราะเป็นมีเรื่องหมกเม็ดแบบหน้าด้านยิ่งกว่าหนัง T-rex เสียอีก

ข้อมูลนี้ เอามาจากประวัติของสมีเควี่ยธัมมชโยใน วิกิพีเดีย

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2558 สมชาย สุรชาตรี โฆษกประจำสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แถลงว่า

ตามเอกสารของมหาเถรสมาคม เมื่อปี 2542 ไม่มีคำสั่งหรือเอกสารที่ระบุว่าพระธัมมชโยเป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุตามพระลิขิตดังกล่าว

ด้านพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ยังเปิดประเด็นอีกด้วยว่า ไม่แน่ใจว่าพระลิขิตนั้นเป็นของปลอมหรือไม่ และย้ำว่า พระธัมมชโยยังไม่ปาราชิก

ต่อมาวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พระพรหมเมธี (จำนงค์ ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคมเผยว่า มหาเถรสมาคมเห็นว่าพระธัมมชโยไม่มีเจตนาขัดพระลิขิต และไม่มีเจตนาฉ้อโกง จึงถือว่าพ้นมลทิน

และในปี 2549 ได้มีมติถวายคืนสมณศักดิ์ให้กับพระธัมมชโย อีกทั้งในปี 2554 ยังได้เลื่อนสมณศักดิ์จากยศพระราชภาวนาวิสุทธิ์เป็นพระเทพญาณมหามุนี

และพระธัมมชโยก็ได้ดำรงสมณเพศต่อมา และได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ "พระเทพญาณมหามุนี" เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554

ข้อมูล ณ ตรงนี้ก็ตอบข้อสงสัยของประชาชนได้ว่า “ทำไม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคมจึงอุ้มสมีเควี่ยธัมมชโย”  แบบค้านสายตาประชาชน

ก็เพราะ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคม ทำความผิดมาแล้ว

ดังนั้น ถ้ามีการจับสมีเควี่ยธัมมชโยสึก  ก็ต้องมีการเช็กบิล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคม แน่ๆ

จึงต้องอุ้มกันไปก่อน  สุภาษิตไทยก็มีว่า “ไปตายเอาดาบหน้า”  ผมว่า คงได้ตายด้วยกันแน่

ที่นี้เรามาดูข้อเท็จจริงว่า “คืนแล้วนะจ๊ะ ไม่ถือว่าฉ้อโกง” ว่าจะเป็นจริงไปตามนั้นหรือไม่  ข้อมูลเอามาจากมติชนออนไลน์ ซึ่งเอามาจากวันที่ศาลพิจารณาถอนฟ้องกันเลย

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 704 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาล นายสุนพ กีรติกุล ผู้พิพากษาอาวุโส เจ้าของสำนวน และองค์คณะออกนั่งบัลลังก์ พิจารณาคดีดำ หมายเลขที่ 11651/2542 และคดีดำหมายเลข 14735/2542

ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพระราชภาวนาวิสุทธิ์ หรือพระไชยบูลย์ ธัมมชโย หรือนายไชยบูลย์ สิทธิผล อายุ 62 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และนายถาวร พรหมถาวร อายุ 57 ปี ลูกศิษย์คนสนิท เป็นจำเลยที่ 1-2

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยสุจริต

และเป็นเจ้าพนักงานและสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น

โดยร่วมกันยักยอกทรัพย์และเงินบริจาคของวัดพระธรรมกาย จำนวน 6.8 ล้านบาท ไปซื้อที่ดินเขาพนมพา ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร โดยโอนกรรมสิทธิ์ใส่ชื่อนายถาวร จำเลยที่ 2

และเงิน จำนวน 29,877,000 บาท ไปซื้อที่ดินเนื้อที่ 902 ไร่เศษ ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร และ ต.ท่าข้าม อ.ชนแดน จ.เพชรบูรณ์ โอนกรรมสิทธิ์ให้จำเลยที่ 2 เช่นกัน

ตรงนี้ขอให้ผู้อ่าน โปรดอ่านด้วยความตั้งใจ แล้วจะรู้ว่า สมีเควี่ยธัมมชโยมันเลวระใดไหน และมันฉ้อโกงหรือไม่

ในการซื้อที่ดินที่พิจิตร กับ เพชรบูรณ์นั้น  สมีเควี่ยธัมมชโยไม่ได้ใส่ชื่อตัวเอง แบบตัวอย่างโฉนดที่ผมนำเสนอไปด้านบน  แต่ใส่เป็นชื่อนอมินีคือ นายถาวร พรหมถาวร

อย่างนี้มันมีเจตนาโกงหรือไม่ ท่านผู้อ่าน

ถ้าว่า ไปซื้อที่ดินโดยเอาเงินวัดไปซื้อ  แล้วมีกรณีรีบด่วน หรือจำเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ใส่ชื่อของสมีเควี่ยธัมมชโยไปก่อน  ซึ่งมันก็ผิดอยู่แล้ว  แต่ก็ยังฟังได้ว่า อาจจะไม่มีเจตนาฉ้อโกง

แต่นี่ สมีเควี่ยธัมมชโยเอาเงินวัดไปซื้อที่ดิน แล้วให้ลงชื่อเป็น นายถาวร พรหมถาวร มันเป็นการฉ้อโกงโดยเจตนาใช่หรือไม่

ดังนั้น ผมขอฟันธงไปเลยว่า  การแก้ตัวแทนของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับมหาเถรสมาคม ที่ว่า สมีเควี่ยธัมมชโยเอาที่ดินมาคืนวัดแล้ว และไม่มีเจตนาฉ้อโกงใดๆ เลย

เป็นเหตุผลที่งี่เง่าแบบมหัศจรรย์พันลึกจริงๆ  ไม่คิดว่า ชีวิตนี้จะได้เห็นเหตุผลแบบนี้






“ธุดงค์ธรรมชัย” ไม่ใช่เดินธุดงค์ ไม่ได้บุญ



ในช่วงนี้ กระแส “ด่า” ธุดงค์ธรรมชัยเริ่มมาแรงอีกครั้งหนึ่ง  สาวกของสมีเควี่ยธัมมชโยก็พยายามออกมาแก้ต่าง ด้วยตรรกะบ้าๆ บอๆ กันอีกเหมือนเดิม

ในฐานะที่เป็นวิทยากรสอนปฏิบัติธรรมด้วยวิชาธรรมกาย ผมขอยืนยันว่า “ธุดงค์ธรรมชัย” ไม่ใช่การเดินธุดงค์   

การเดินธุดงค์จริงนั้น  เป็นการเดินของพระที่จะไปทำ “ธุดงควัตร 13” ข้อใดข้อหนึ่ง  ไม่ใช่นั่งรถไปลงเดินเหยียบดอกไม้ ขอเงินชาวบ้านไม่ต่างกับขอทาน แล้วก็ขึ้นรถกลับ

พรุ่งนี้ก็นั่งรถไป ลงเดินต่ออีกหน่อย  รับเงินประชาชน แล้วก็นั่งรถกลับ  คนที่ร่วมพิธีกรรมนี้ไม่ได้บุญอะไร 

นอกจากนั้น ยังได้บาปแถมกลับมาบ้านเสียด้วย

ธุดงควัตร มี 13 ข้อ  ดังนี้

หมวดที่ 1 จีวรปฏิสังยุต (เกี่ยวกับจีวร )
       1. ปังสุกูลิกังคะ องค์แห่งผู้ถือทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร
       2. เตจีวริกังคะ องค์แห่งผู้ถือทรงเพียงไตรจีวรเป็นวัตร
      
หมวดที่ 2 ปิณฑปาตปฏิสังยุต (เกี่ยวกับบิณฑบาต)
       3. ปิณฑปาติกังคะ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
       4. สปทานจาริกังคะ องค์แห่งผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับเป็นวัตร
       5. เอกาสนิกังคะ องค์แห่งผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะเดียวเป็นวัตร คือฉันวันละมื้อเดียว ลุกจากที่แล้วไม่ฉันอีก
       6. ปัตตปิณฑิกังคะ องค์แห่งผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรเป็นวัตร คือ ไม่ใช้ภาชนะใส่อาหารเกิน 1 อย่างคือบาตร
       7. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ องค์แห่งผู้ถือห้ามภัตที่ถวายภายหลังเป็นวัตร คือเมื่อได้ปลงใจกำหนดอาหารที่เป็นส่วนของตน ซึ่งเรียกว่าห้ามภัต ด้วยการลงมือฉัน เป็นต้นแล้ว ไม่รับอาหารที่เขานำมาถวายอีก แม้จะเป็นของประณีต
      
หมวดที่ 3 เสนาสนปฏิสังยุต (เกี่ยวกับเสนาสนะ )
       8. อารัญญิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร อยู่ห่างบ้านคนอย่างน้อย 500 ชั่วธนู คือ 25 เส้น
       9. รุกขมูลิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่โคนไม้เป็นวัตร
       10. อัพโภกาลิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ที่แจ้งเป็นวัตร
       11. โสสานิกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร
       12. ยถาสันถติกังคะ องค์แห่งผู้ถืออยู่ในเสนาสนะแล้วแต่เขาจัดให้
      
หมวดที่ 4 วิริยปฏิสังยุต (เกี่ยวกับความเพียร)
       13. เนสัชชิกังคะ องค์แห่งผู้ถือการนั่งเป็นวัตร คือเว้นนอน อยู่ด้วยเพียง 3 อิริยาบถ

จะเห็นว่า การเอาพระมาเดินเหยียบดอกไม้ ขอเงินชาวบ้าน ให้รถติดกันแบบฉิบหายวายป่วง  คนเดือดร้อนเป็นหมื่นเป็นแสนคน เพียงเพื่อหาเงินไปให้คุณเควี่ยธัมมชโย  ไม่ใช่ “การเดินธุดงค์”  แน่ๆ

ทำไม การเดิน “ธุดงค์ธรรมชัย” ถึงได้บาป

วัดพระธรรมกายนั้น  มารท่านประกาศมาได้สักพักแล้วว่า “เป็นของมาร”  กิจกรรมอะไรก็ตาม ผลที่ได้มารเขาเป็นเจ้าของ 

มารนั้น ธรรมชาติของเขาให้ “บาป”  เมื่อทำอะไรในกิจกรรมของมาร “ดวงบาป” ซึ่งมีอยู่ทุกคนอยู่แล้ว จึงโตขึ้น ดำขึ้น

ที่เขียนไปนั้น สามารถพิสูจน์ได้จากคำสอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอง เรื่อง “ดูดวงบุญดวงบาป” สนใจก็ไปอ่านได้ที่นี่