ไชยบูลย์อยากแดกตัวเปรี้ยว


ข้อมูลด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลที่ได้มาจาก line  เป็นข้อมูลของสาวกสมองหมา ปัญญาควายของไชยบูลย์ ซึ่งแต่งเรื่องไปเรื่อยส่งให้กัน

แฟนคลับคนหนึ่ง ซึ่งได้ข้อมูลนี้ด้วย ก็ส่งต่อมาให้ผม วิพากษ์วิจารณ์ให้หน่อย

(ห้าม..!! ส่งใน fb,  t-line , twitter )

สรุปโอวาทประจำวัน ศุกร์ที่ 31 ตุลาคม  พ.ศ. 2557

***************
"เดินออกกำลังกายกันบ้างนะลูก เลือดลมจะได้เดินได้สะดวก และจะได้นั่งได้นานขึ้น"

คุณยายทองสุกเคยไปจับตัวเปรี้ยวต้องหย่อน กระเช้าลงไปจับ... ซึ่งก็มีพระหลายองค์ไปช่วยจับ.

ตัวเปรี้ยวมีลักษณะเหมือนคน สูงคืบหนึ่งก็มี สูงศอกหนึ่งก็มี...แต่มันไม่มีกระดูก ได้มาก็บีบคั้น...น้ำจะเป็นสีแดงๆ รสจะเปรี้ยว เลยเรียกตัวเปรี้ยว

แต่มันเหมือนคน....ซึ่งถ้าใช้มือจับจะจับไม่ได้....

คุณยายทองสุกท่านซ้อนธรรมกายเป็นหนึ่งเดียวกันเลยจับได้ แล้วท่านก็คั้นเอาน้ำมากิน พอกินแล้ว...ตัวท่านก็จะลอยๆ อยากจะเข้าไปในป่า....

ตัวเปรี้ยวจะมีชีวิตแต่ไม่มีจิตใจ...เป็นกายสิทธิ์ ไม่รู้เกิดขึ้นได้อย่างไร.... ซึ่งคุณยายทองสุก  มักจะไปเจอเรื่องแบบนี้

ช่วงนั้นท่านยังแข็งแรง ออกไปเผยแผ่ และท่านจะทันคน บางคนจะปล่อยของมาใส่ท่าน...ท่านก็จะพูดไปก่อนเพราะท่านรู้วาระจิต

พูดไปก่อนว่า...มันบาปอย่างนั้นอย่างนี้ จนคนปล่อยของใจอ่อน ซึ่งเรื่องประเภทนี้ ท่านจะเจอมาตั้งแต่เด็ก.

ตอนที่ท่านทำความสะอาดบ้าน..เทวดาสงสารเลยมาตำน้ำพริกให้ก็มี หรือบางทีก็โดนลากออกมาจากมุ้ง... เขาคงมาล้อเล่น ไม่ใช่คนนะ แต่เป็นกายละเอียด ซึ่งท่านจะเจอเป็นปกติ ”

(ปล.หลวงพ่ออ่านผล การปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านก็เมตตาชมว่านั่ง  กันได้ดี.. ขอให้ส่งผลการปฏิบัติธรรมกันมา  เยอะๆ นะ )
---------------------

อนุโมทนาบุญมากๆๆ
พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์
มุนิสกฺโก : ผู้ประสานงาน


ขอยืนยันว่า โดยสรุปเรื่องทั้งหมดนั้น ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ 

อย่างไรก็ดี เรื่องข้างบนมีส่วนที่มีความจริงเป็นพื้นฐานอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริง

1- ตัวเปรี้ยว

เรื่องตัวเปรี้ยวในเรื่องนี้ เป็นไปไม่ได้ เรื่องมันก็ขัดกันอยู่แล้ว  ตัวเปรี้ยวเป็นกายสิทธิ์ แล้วจะไปบีบเอาน้ำมาได้อย่างไร

แล้วคนที่เป็นวิชาธรรมกายจริงๆ เขาก็ไม่ไป "บ้า" เรื่องแบบที่เล่ามา  ผมก็ไม่รู้ว่า ไอ้คนแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา มันจะแต่งเรื่องแบบนี้ไปทำไม

การจะโกหกว่า ไชยบูลย์เก่ง มันก็โกหกกันไปทุกรูปแบบแล้ว  เรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง มันก็ไม่ได้ช่วยให้ไชยบูลย์เก่งขึ้นแต่อย่างใด

แต่จะทำให้วิชาธรรมกายเสียหายมากขึ้น  ในกรณีที่ว่า คุณยายทองสุกไปทำบ้าอะไรอย่างนั้น

อย่างไรก็ดี  ผมเคยได้ยินเรื่องในลักษณะนี้มาบ้าง  คือ มีสัตว์ชนิดหนึ่งเหมือนคนตัวเล็กอย่างตัวเปรี้ยวในเรื่องนี้  เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสะบ้าทที่หัวเข่าเท่านั้น

ไม่ใช่ว่า ทั้งตัวไม่มีกระดูกเลย อย่างนั้น มันก็เป็นพวกไส้เดือนเท่านั้น

ผู้ที่เล่าให้ฟังนั้น เป็นหลวงตา เจ้าอาวาสวัดเขาดิน อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ท่านมรณภาพไปหลายสิบปีแล้ว

ผมสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านเขาดิน  อยู่ไกลจากตัวอำเภอประมาณ 10 กิโลเมตร แต่ไม่มีร้านอาหารขาย 

พวกครูทั้งหลาย ไม่ว่าครูหญิง-หรือชายก็ต้องไปกินข้าวของหลวงตา  ส่วนใหญ่เราก็จะทำกับข้าวเพิ่มด้วย  เพราะ ข้าวก้นบาตรของหลวงตามันไม่พอ 

หลวงตาสนิทกับผมมาก เพราะ ในกลุ่มครูทั้งหมดนั้น ผมจะเข้าใกล้ศาสนามากกว่าคนอื่น

หลวงตาเล่าให้ฟังว่า ตอนเป็นฆราวาสหลวงตากับเพื่อนชอบไปล่าสัตว์ชนิดนี้  เพราะ เนื้อมันอร่อยมาก

สาวกไชยบูลย์ หรือตัวเควี่ยไชยบูลย์คงได้ยินเรื่องทำนองนี้มาเหมือนกัน จึงเอามาแต่งเป็นเรื่องเป็นราวอันโกหกแบบอัศจรรย์ใจขึ้น

2- แม่ชีทองสุกตัวลอย

เรื่องนี้ก็ไม่มีในประวัติ 

แม่ชีทองสุกนับว่าเป็นศิษย์ "แหกคอก" คนหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ  ท่านชอบทำอะไรแพลงๆ บ่อยๆ  เช่น การถวายอาหารพระพุทธเจ้า เป็นต้น

แต่ขอยืนยันว่า ในยุคนั้น อาหารไม่ถึงพระพุทธเจ้า และในยุคนี้ ไชยบูลย์ทำก็ไม่ถึง ที่ทำได้มีคุณลุงการุณย์คนเดียวเท่านั้น เพราะ มีบารมีจากการปราบมารหนุน

เรื่องแปลกประหลาดของแม่ชีทองสุกที่เล่ากันมาก็คือ  ท่านเคยเดินวิชาเปลี่ยนจากเพศหญิงเป็นเพศชายได้

แต่เมื่อมาลองคิดดูแล้ว  มันจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ใครต่อใครต้องมาตรวจสอบท่าน หลวงพ่อวัดปากน้ำก็คงจะวุ่นวายไปด้วย  ท่านจึงเดินวิชาให้กลับเป็นหญิงเหมือนเดิม

หลังจากวันนั้นมา  แม่ชีทองสุกก็สูบบุหรี่  (สงสัยว่าตอนเปลี่ยนเป็นเพศชาย คงหัดสูบบุหรี่ไปด้วย)

3- เทวดาตำน้ำพริกให้

เรื่องนี้ก็ไม่จริง  เรื่องทำนองนี้เกิดกับแม่ชีถนอม  หัวหน้าเวรที่แม่ชีจันท์เป็นรองหัวหน้าเวร

หลวงพ่อวัดปากน้ำชอบเรียกใช้แม่ชีถนอมเพราะแม่ชีถนอมวิชาดีกว่าคนอื่น  วันหนึ่งหลวงพ่อเรียกใช้ แต่แม่ชีถนอมไปช้า

หลวงพ่อก็ถามว่า "ทำไมมาช้า"  แม่ชีถนอมก็ตอบว่า "ไปตำน้ำพริกกินเจ้าค่ะ"

หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงสั่งให้แม่ครัวของวัดทำน้ำพริกให้แม่ชีถนอมเป็นกรณีพิเศษ

จะเห็นว่า ในวัดพระธรรมกายมีแต่เรื่องโกหกกันทั้งนั้น  ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่  มันจะโกหกอะไรกันนักกันหนา


หรือมันเป็นธรรมชาติของสาวกมาร แต่ต้องทำอะไรทุกอย่างตรงข้ามกับความดีเสมอ..




ขอเงินปราบมาร





มีสมาชิกของห้องศาสนาพันธุ์ทิพย์ตั้งกระทู้ชื่อ “วัดพระธรรมกายกับความงุนงงของผม” ซึ่งอ่านดูแล้ว ไม่ใช่ฝ่ายเกลียดไอ้เควี่ยธัมมชโย หรือฝ่ายรักไอ้เควี่ย แต่เป็นคนที่สงสัยจริงๆ 

กระทู้ดังกล่าว ให้ความรู้หลายประการ โดยเฉพาะการที่ไป “ขอเงินเพื่อปราบมาร” ของไอ้เควี่ยตัวนี้ด้วย

และได้หลักฐานการล่าหาเงินของสาวกไอ้เควี่ยด้วย  เนื้อหาของกระทู้บางส่วน ก็มีดังนี้

ต่อมา นี่คือ ประเด็นที่ผมอยากจะเล่าต่อมากที่สุดนะครับ

แกบอกต่อว่า ที่เรามีวัดธรรมกายขึ้นมา เราต้องใช้เงินจำนวนมากขึ้นมานั้น ก็เพราะว่า เราต้องเอาเงินไปต่อสู้กับพญามาร

พญามารสมัยที่ขอให้พระพุทธเจ้าทรงดับขันปรินิพพานนั่นแหละ พญามารตนนั้นมีพลังมาก สถิตย์อยู่บนสวรรค์ชั้นอะไรก็ไม่รู้อะครับ

ผมลืมแล้ว ซึ่ง สามารถอยู่ร่วมกับเทวดาฝ่ายดีได้

แต่พญามารตนนั้นที่เป็นคนสร้างโลกขึ้นมา สร้างกิเลสให้ เราจมอยู่ในวังวนไม่มีที่สิ้นสุด ขนาดพระพุทธเจ้ายังไม่สามารถต่อกรได้

ดังนั้นบัดนี้ วิชาธรรมกายได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และเราจะร่วมสู้กับพญามารไปด้วยกัน แต่เราจำเป็นที่จะต้องใช้เงินจำนวนมากๆ เพราะพญามารมีฤทธิ์มาก

และแกพูดตอนท้ายว่า วิชาธรรมกายและวัดธรรมกายนี่แหละจะกลายเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาโลก เพราะลองดูที่อื่นซิ พระผิดศีล พระกินเหล้า พระค้ายาเสพย์ติด แต่ที่นี่ไม่มี ที่นี่บริสุทธิ์

ผมยังมีความรู้เรื่องนี้น้อยครับ แค่สงสัยและสุดท้าย ทำไมมีคนโจมตีวัดนี้อยู่เรื่อยๆ ทั้งๆ ที่หลักการที่พี่ผมพูดมาดูน่าเชื่อถือเหมือนไม่มีอะไรผิดสักอย่าง

แต่ผมสงสัยในหลักการของแกมาก งงมากครับ และก็เรื่องที่บอกว่า วัดนี้มีเอี่ยวการเมืองด้วย จริงหรือเปล่าครับ?

ดูความเลวของไอ้เควี่ยธัมมชโยกับความโง่ของสาวกมัน  การปราบมารนั้น ต้องใช้วิชาธรรมกายชั้นสูง  ไม่ใช่ใช้เงิน 

แล้วไอ้เควี่ยตัวนี้ มันมีวิชาธรรมกายในตัวของมันเมื่อไหร่ 

ขอให้สังเกตดูว่า  ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม  สาวกของไชยบูลย์มันจะต้อง “ใช้เงินจำนวนมาก” อยู่เสมอ 

เราสามารถพูดได้ว่า สาวกไชยบูลย์นั้น มีหน้าที่อย่างเดียวคือ หลอกเอาเงินประชาชนมาให้ไชยบูลย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

สาวกไชยบูลย์ไม่เคยมีสติที่จะคิดเลยว่า “เรื่องนั้น มันจริงหรือไม่” เช่น เรื่องของเงินปราบมารนี่

ในการเผยแพร่ศาสนาพุทธ หรือเผยแพร่วิชาธรรมกายต้องใช้เงิน อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่การเรี่ยไรจนสาวกหมดเนื้อหมดตัวนี่ มันไม่ใช่การเผยแพร่ศาสนาแล้ว  มันเป็นการหลอกลวง

คนตั้งกระทู้ ยังมีมาให้ความคิดเห็นในกระทู้ของเขาอีก ดังนี้

เรื่องที่คาใจผมมากที่สุดก็คือ เรื่องพญามารอะครับ ทำไมต้องใช้เงินมากขนาดนั้น จะเอาไปทำอะไรหรือ ผมอยากเห็นสาวกของวัดนี้ เข้ามาตอบอะครับ

อีกเรื่องคือ แม่ชีแกปัดระเบิดโดยใช้วิชาธรรมกาย แม่ชีแกรู้หมดว่า ระเบิดจะมาลงที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะระเบิดปรมาณู

ผมเลยอึ้งเลย สัมพันธมิตรเอาระเบิดนิวเคลียร์จะมาทิ้งไทยด้วยเหรอครับ แกบอกใช้วิชาธรรมกายนี่แหละปัดไปที่อื่น

พี่แกก็บอกว่าปัดไปที่ญี่ปุ่น

เฉพาะความเห็นนี้ มีคนให้ความเห็นแบบเสียดสีได้น่าสนใจมาก ดังนี้


ก็พญามารอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงนี่ครับ ตามที่พี่คุณว่า เขาก็ต้องใช่เงินสร้างจานบิน บินขึ้นไปปราบ

คุณก็น่าจะเห็นแล้ว ที่จริงเขาก็สมเหตุสมผลอยู่นะ

สำหรับเรื่องแม่ชีจันท์ปัดระเบิดนั้น  ไชยบูลย์มันโกหกด้วยความเมามันของมัน ก็เลยโกหกจนเลยเถิดไปถึงว่า “แม่ชีจันท์ปัดระเบิดปรมาณูไปตกญี่ปุ่น

การโกหกด้วยความเมามันจนเลยเถิดไปนั้น เป็นเพราะ คนที่เข้าวัดพระธรรมกาย ไม่ว่าไชยบูลย์จะโกหกเรื่องอะไร  ก็เชื่อกันหมด  ไม่สงสัยอะไรเลย

คนโกหกมันก็เลยเมามัน  โกหกเรื่องใหญ่โตขึ้นไปเรื่อย 

เรื่องปัดระเบิดนี้ เมื่อโกหกออกมาในระยะแรกๆ  เป็นที่ภาคภูมิของสาวกไชยบูลย์มาก  เผยแพร่ประเด็นนี้ออกมามาก

ในระยะหลังๆ นี้ มีคนเข้าไป “ให้ความเห็นแบบแทงยอดอก” ว่า ทำไมแม่ชีจันท์ปัดระเบิดไปลงญี่ปุ่น  ทำให้คนตายเป็นแสน  ไม่ปัดลงทะเล

ความเห็นนี้ ทำไมบรรดาสาวกไชยบูลย์เถียงไม่ออก  จะสังเกตว่า ในปัจจุบันนี้ พอมีใครเล่นเรื่องนี้ขึ้นมา  สาวกไชยบูลย์จะไม่มาต่อล้อต่อเถียงอีกเลย  เงียบกริบกันไปหมด

ติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับแม่ชีจันท์ปัดระเบิดได้ที่นี่ http://explosivenun.blogspot.com/

ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญก็คือ ข้อความด้านล่างนี้

คือ เรื่องที่ผมเขียน เป็นเรื่องที่รุ่นพี่แกเข้าวัดบ่อยแล้วมาเล่าให้ผมฟังอีกทีนึง ซึ่งบางเรื่องผมคิดว่ามันก็ดูแย้งกับความเป็นจริง บางเรื่องก็ยังไม่สามารถตอบได้

และ เรื่องนี้สำคัญที่สุด  ผมเพิ่งจำได้นะครับ

แกบอกว่า วัดนี้เวลามีทอดกฐินรายได้จะมีมากๆ แต่สถาบัน...ก็จะขอเงินในส่วนนี้ไป  1  พันล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว

แกบอกผมต่อว่า แกเกลียดสถาบัน...นี้มาก เพราะว่าเอาเงินที่ประชาชนบริจาคไปใช้เป็นส่วนตัว

แกบอกต่อว่าอีกว่า สถาบันนี้ ไม่ควรอยู่ในประเทศไทยอีกต่อไป ประเทศไทยควรมี ปธน. เป็นประมุข

ผมอึ้งเลย สถาบันจะมายุ่งเกี่ยวกับวัดทำไมครับ สาวกผมยังรอคำตอบอยู่นะครับ

ท่านผู้อ่านก็พิจารณาเอาเองว่า ไอ้เควี่ยธัมมชโยตัวนี้มันเลวขนาดไหน และสาวกของมัน มันโง่กันขนาดไหน

อย่างไรก็ดี  ตอนนี้มันใกล้ตายเต็มที่แล้ว  ตอนมันตายคอยดูก็แล้วกันว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับสาวกควายๆ ของพวกมัน

จะมีพวกฆ่าตัวตายตาม เพราะอยู่ในสังคมไม่ได้ จะมีพวกติดคุกเพราะหลอกลวงประชาชน จะมีพวกดำดินหนี ไม่โผล่หัวมา เช่น ดร. สนอง วรอุไรฯลฯ

ยังไงๆ ผมก็ได้ดูเหตุการณ์ดังกล่าวแน่ เพราะ ผมต้องตายทีหลังไอ้เควี่ยตัวนี้แน่ เนื่องจากผมไม่ได้เป็นเบาหวานอย่างมัน



เส้นทางความเลวของธัมมชโย


ผมไปได้ข้อมูลที่เป็นเส้นทางความเลวของธัมมชโย จึงนำมาเผยแพร่ให้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป

แล้วก็ย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า  ธัมมชโยจะตายในเร็วๆ นี้ และเข้า เซฟอันเป็นที่ลงโทษหนักที่สุดกว่านรกโลกันต์

หนักที่สุดอย่างที่เกินจะจินตนาการได้เลยทีเดียว

2510
- นายไชยบูลย์ สุทธิผล นิสิตม.เกษตร ไปฝึกสมาธิและฝึกวิชชาธรรมกายกับแม่ ชีจันทร์ ขนนกยูง ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

2512
- นายไชยบูลย์อุปสมบท ฉายาธัมมชโย โดยมีสมเด็จพระมหารัชชมังคลาจารย์ (ช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำองค์ปัจจุบัน เป็นพระอุปัชฌาย์

- ขอซื้อที่ดินจำนวน 196 ไร่ จากคุณวรรณี สุนทรเวช แต่ได้รับถวาย

2513
- เริ่มก่อตั้งเป็น ศูนย์พุทธจักรปฏิบัติธรรม

2514
- กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้ามามีส่วนในการดำเนินกิจกรรมของศูนย์ฯ

2515
- เริ่มมีโครงการธรรมทายาท และเป็นรากฐานสำคัญของการก่อเกิดชมรมพุทธ ศาสตร์ตามสถาบันการศึกษา

2518
- กลุ่มสานุศิษย์ของชีจันทร์ ขนนกยูง(บ้านธรรมประสิทธิ์) ออกมาจากวัดปากน้ำ

2520
- ขัดแย้งกับผู้บริจาคที่ดินเริ่มแรก
- ขออนุญาตจัดตั้งวัด วรณีธรรมกายาราม
- เริ่มสร้างอุโบสถ
- สมเด็จพระเทพฯเสด็จวางศิลาฤกษ์

2522
สมเด็จย่าฯ เสด็จเททองหล่อพระประธาน ประดิษฐานในพระอุโบสถ

2523
เจ้าอาวาสเริ่มมีความสัมพันธ์กับสตรีเพศ กรกมลหรือ สีกาตุ๊

2524
- นางวรณี สุนทรเวช ตัดขาดกับวัด และเจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อวัดใหม่เป็น วัดพระธรรมกาย
- สุธรรม ตีรวนิช เป็นผู้ดูแลโครงการต่าง ๆ ของวัดทั้งหมด
- พระ ดร. ชัยเจริญ บุญลยางกูร (ฉายาธีรญาโณ) กลับจากต่างประเทศ เข้ามาดูแลงานภายในแทนสุธรรม ที่แยกออกมาดูแลงานภายนอก

2525
- อุโบสถสร้างเสร็จ
- นางจิรวัฒน์ ศรีสัตนา เริ่มเข้ามามีบทบาทชัดเจนและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้าอาวาสมากขึ้น

2526
- เริ่มพิธีกรรม อัดธรรมกายเป็นครั้งแรก ที่ศูนย์ข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

2527
- ปรับสายการบริหารวัดใหม่ แยกเป็นฝ่ายบุคคล ฝ่ายกองทุน และฝ่ายเผยแพร่ธรรมะ
- เริ่มดำเนินธุรกิจทางด้านที่ดิน
- นายสอง วัชรศรีโรจน์ เริ่มเข้าวัดโดยมีหน้าที่นวดเจ้าอาวาส
- มีพิธีอัดธรรมกายที่ดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่
- เจ้าอาวาสพาน้องสาวเณริศา อังศุสิงห์ บุตรสะใภ้นายพลทหารอากาศ เข้ามาเป็นผู้ดูแลธุรกิจควบคู่กับนางจิรวัฒน์ ศรีสัตนา และกลุ่มฆราวาสที่ได้บวชเป็นพระชั้นในทั้งหมด
- บังคับกดดันซื้อที่ดินจากเจ้าของโรงเรียนอนุบาลแสงเทียน

2528
- วัดพระธรรมกายพยายามให้นางจิรวัฒน์หาทางทูลเชิญบุคคลในสถาบันชั้นสูง เข้ามาร่วมกิจภายในวัด เพื่อสร้างภาพลักษณ์
- เพียงนิล ศิริเกษม หรือ สีกาปุ๊ ภรรยาน้อยของนายสุวิทย์ มหาแถลง เริ่มเข้าวัด และมีบทบาทพร้อมกับ นางสาวเมตตา สุวชิตวงศ์ หรือ สีกาแมว
- ธุรกิจพัฒนาที่ดินโครงการ บัณฑิตนครเริ่มออกลายฉ้อโกงผู้จับจอง ผิดสัญญาการจัดสร้างสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกภายใน

2528-2529
- ซื้อที่ดินจำนวน 2,000 ไร่
- วางแนวคิด WDC World Dhammakaya Center
- เปิดรับธรรมทายาทหญิง เริ่มมีการถ่ายโอนทรัพย์สินเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยสุวิทย์ มหาแถลงเป็นผู้ผลักดันนายสอง วัชรศรีโรจน์ จนเติบโตเป็นการปั่นหุ้นทะลุถึง 1750 จุด ในห้วงปี 2529
- จัดตั้งชมรมพุทธศาสตร์ 18 สถาบัน
- เริ่มมีปัญหาเรื่องการซื้อที่ดิน
- วัดพระธรรมกายมีส่วนพัวพันกับคดี แชร์แม่ชม้อย-แชร์แม่นกแก้ว-แชร์นายเอกยุทธ อัญชัญบุตร(ชาร์เตอร์)
- ระดมเงินเข้าวัดด้วยการเปิดจำหน่าย โครงการต้นกัลปพฤกษ์ ที่ดอยสุเทพ และในวัดพระธรรมกาย
- เริ่มเข้าไปให้ความสนใจนธุรกิจค้าน้ำมัน กับบริษัทอีสานออยส์ จำกัดของชัช-วาสนา ธาระวณิช

2529-2531
มีเหตุการณ์ประท้วงเรื่องการครอบครองที่ดิน

8 เมษายน 2531
ชาวนาประกาศเผาตัวตายที่สนามหลวง

2530
- มีการตัดต้นไม้มงคล เนื่องจากขอพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นราชาคณะ ไม่ได้รับการอนุมัติ
- พระอดิศักดิ์ พระ ดร.ชัยเจริญ และพระเลอศักดิ์ (อดีตคนขับรถพระไชยบูลย์) ถูกผลักดันให้ออกจากวัดพระธรรมกาย

2531
- ขุดต้นโพธิ์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่วัดพระธาตุผาเงา จ.เชียงราย เป็นสาเหตุให้ประชาชนในพื้นที่ขับไล่พระวันชัย สีลวัณโณ ซึ่งวัดพระธรรมกายผลักดันผ่านพระเถระผู้ใหญ่ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส พร้อมพระลูกวัดทั้งหมดออกจากพื้นที่

2532
- สุวิทย์ มหาแถลงเสียชีวิต ท่ามกลางความขัดแย้งกับนายสอง วัชรศรีโรจน์
- พระธัมมชโย ติดต่อให้นายชูชาติ ศิลปรัตน์ ทนายความชื่อดัง ว่าความฟ้องร้องมรดกให้กับนางเพียงนิล ศิริเกษม จากมรดกครอบครัวมหาแถลง
- พระชิตชัย มหาชิโต (วิญญูนันทกุล) มรณภาพอย่างเป็นปริศนาภายในวัด
- พระ 5 เสือ ถูกผลักดันให้ออกจากวัด
- วัดพระธรรมกายถูกตรวจสอบเป็นครั้งแรก โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงและการข่าวของรัฐ ตามความเห็นของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่แสดงความคิดเห็นและเขียนบทความไว้ ในคอลัมน์ ซอยสวนพลูรายงานตรงต่อนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

2533
- ปรับโครงสร้างใหม่ มีการตราธรรมบัญญัติ โดยพระมโน เมตตานันโท
- เริ่มมีการดัดแปลงเนื้อหาเป็นพระไตรปิฎกคอมพิวเตอร์และมัลติมีเดียผิดเพี้ยนจากคัมภีร์เดิม

2534
- เจ้าอาวาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญ นามว่า พระสุธรรมยานเถร
- ตามรายงานของหน่วยงานการข่าวของรัฐ เจ้าอาวาสเริ่มมีพฤติกรรมที่แสดงออกทางโลกีย์กับสตรีเพศมากขึ้น

2535
- พระขจร เทพวัชรการุณ อดีตข้าราชการกรมป่าไม้ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลด้วยโรคร้าย
- เจ้าอาวาสเข้ารับการผ่าตัดรักษาต้อกระจกที่โรงพยาบาลจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การดูแลของสีกาแก้วตา
- วัดพระธรรมกายถูกขึ้นบัญชีดำ โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ
- หน่วยงานความมั่นคงและการข่าวของรัฐ นำเสนอรายงานเรื่อง วัดพระธรรมกายต่อประธาน รสช. เลขาธิการ รสช. และนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
- รองเจ้าอาวาสได้รับการผลักดันให้ได้สมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระภาวนาวิริยคุณ” -เจ้าคุณรุ่นขมังเวทย์ ผลงานรุ่นสุดท้ายของ หลวงตาจันทร์

2536-2537
- นายสอง วัชรศรีโรจน์ ถูกตรวจสอบเรื่องปั่นหุ้น พบว่ามีส่วนโยงใยกับวัดพระธรรมกาย วัดธรรมกายเริ่มขาดสภาพคล่อง
- เริ่มให้ความสนใจในธุรกิจเหมืองแร่ทองคำ และบ่อพลอยที่ จ.พิจิตรและเพชรบูรณ์

2537
- จดทะเบียนบริษัท ดีเจมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในนามของสีกาผู้ใกล้ชิดกับเจ้าอาวาส บริษัทนี้มีบทบาทดูแลการผลิต พระมหาสิริราชธาตุ เพื่อใช้ในการระดมทุนสร้างมหาธรรมกายเจดีย์

2538
- เปิดตัวโครงการและตอกเสาเข็ม มหาธรรมกายเจดีย์
- เจ้าอาวาสได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ชั้นราชนามว่า พระราชภาวนาวิสุทธิ์ภายใต้การผลักดันของสมเด็จพระพุทธิวงศ์มุนี วัดเบญจมบพิตร
- พระเมตตานันโท ถูกผลักดันให้ออกจากวัด
- ถูกสื่อมวลชนตรวจสอบครั้งที่ 2 ใน นสพ.ผู้จัดการ รายสัปดาห์ แต่ต้องยุติไปเพราะวัดมีการเคลื่อนไหวผ่านผู้มีอำนาจระดับสูง

2540
- จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า
- มีโครงการตั้งชมรมพุทธศาสตร์ตามสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นทั่วประเทศ โดยมีชมรมพุทธศาสตร์สากล ในระดับมหาวิทยาลัยเป็นผู้ชักจูง เพื่อระดมคนให้ได้สมาชิกผู้นับถือมากกว่า 10 ล้านคนภายในปี 2545

2541
- ออกโฆษณา ปาฏิหาริย์อัศจรรย์ตะวันแก้ว
- คณะกรรมมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาญัตติ ตรวจสอบวัดพระธรรมกายเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน
- วัดพระธรรมกายเปิดแผนดำเนินการเรี่ยไรเพื่อปิดมหาธรรมกายเจดีย์ในปี 2543 ด้วยการออกโครงการประธานรองรายละ 1 ล้านบาท

2542 เมษายน-มิถุนายน-กรกฎาคม
- เมษายน สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระวินิจฉัยว่า พระธัมมชโยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ต้องอาบัติปาราชิก และต้องคืนสมบัติทั้งหมดให้กับวัดทันที
- 10 พฤษภาคม สมเด็จพระสังฆราชไม่ทรงเข้าร่วมประชุมกรรมการมหาเถรสมาคม เพราะทรงมีพระลิขิตให้ธัมมชโยเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่ประชุม มส.มีมติไม่ชัดเจน ทำให้ประชาชนชาวพุทธเริ่มเคลื่อนไหวแสดงความไม่พอใจมากขึ้น
- 10-17 พฤษภาคม มีใบปลิวจาบจ้วงสมเด็จพระสังฆราชสถาบันพระมหากษัตริย์และศิษย์ห้องกระจก โดยระบุว่าพระลิขิตเป็นของปลอม
- 21 พฤษภาคม เริ่มต้นกระบวนการนิคหกรรม โดยนายมาณพ พลไพรินทร์ นักวิชาการกรมการศาสนา เป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้อง
- 26 พฤษภาคม นายสมพร เทพสิทธา ประธานสภายุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติฯ ยื่นฟ้องนิคหกรรมอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และรองเจ้าอาวาสต่อเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี 3 ข้อหาหนัก แต่ละข้อหาโทษถึงขั้นปาราชิก
- 31 พฤษภาคม นายประจิณ ฐานังกรณ์ ประธานกลุ่มธรรมาธิปไตยขอแจ้งซ้ำและขอเป็นโจทย์ฟ้องเพื่อดำเนินตามกฎนิคหกร รมกับธัมมชโยในฐานะชาวพุทธ
- 5 มิถุนายน นายมานิต รัตนสุวรรณ นักการตลาดของวัดพระธรรมกาย แถลงข่าวตอบโต้กรมการศาสนาว่าจะไม่โอนที่ดินของพระธัมมชโยให้วัด จนกว่ากระบวนการนิคหกรรมจะเสร็จสิ้น ทำให้กลุ่มสานุศิษย์ส่วนใหญ่ของธัมมชโยไม่พอใจนายมานิตย์ เพราะการตอบโต้ดังกล่าวทำให้กรมการศาสนาแจ้งความอาญากับพระธัมมชโย
- กรมการศาสนาเตรียมยื่นฟ้องพระธัมมชโยฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยสัญญาจะโอนที่ดินให้เป็นของวัด แต่ไม่โอนตามกำหนด
- 10 มิถุนายน ธัมมชโยเบี้ยว โอนที่ดินเพียง 304 ไร่(ไม่โอนที่ดินทำเลขุดทอง ที่พิจิตรและเพชรบูรณ์)
- 11 มิถุนายน กรมการศาสนาสุดทนเพราะถูกหลอกให้เสียหน้า แจ้งกองปราบปรามดำเนินคดีพระธัมมชโย 3 ข้อหาหนัก
- สำนักตำรวจแห่งชาติ แต่งตั้งให้พล. ต.ท.วาสนา เพิ่มลาภ ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรกองบัญชาการภาค 1 และกองปราบปราม ให้ทำการให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน
- 1 กรกฎาคม พระสุเมธาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี วินิจฉัยว่าการกล่าวหาพระธัมมชโยมีมูลทั้งสามคน
- 1 กรกฎาคม พระพรหมโมลี เจ้าคณะภาค 1 ปฏิเสธว่าไม่ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี แต่ทางจังหวัดปทุมธานีบอกว่าได้มีหนังสือแจ้งไปถึง 3 ครั้งแล้ว
- 1 กรกฎาคม พนักงานสอบสวน เรียกนายชาญวิทย์ เปรมกมล นายหน้าค้าที่ดินให้ธัมมชโย โดยนายชาญวิทย์ขายให้ 10 ล้านบาทแต่ธัมมชโยแจ้งว่าซื้อขายเพียง 800,000 บาท

ที่มา: http://oldforum.serithai.net/index.php?topic=35215.0%3Bwap2