สมีธัมมชโยสำรอกเงิน 819 ล้านบาท






จากภาพด้านบน จะเห็นหลักฐานชัดเจนว่า สมีธัมมชโยรับเงิน “ทุจริต” ของนายศุภชัย ศรีศุภอักษรอย่างแน่นอน และรู้อยู่ตลอดเวลาว่า เป็นเงินของสหกรณ์ฯ คลองจั่น ไม่ใช่เงินส่วนตัวของนายศุภชัย

จากประสบการณ์ของผม  ผมว่า สมีธัมมชโยมันก็เอาสวรรค์หลอกๆ ของมันมาล่อลวงนายศุภชัยนั่นแหละ 

นายศุภชัยมันเสือกโง่เอง

ทีนี้ บางคนอาจจะสงสัยว่า กรณีนี้ทำไมสมีธัมมชโยมันถึง “สำรอก” เงินออกมาแบบไม่ยากนัก คือ ทีแรกว่าจะไม่คืนแล้ว แต่คราวนี้ต้องสำรอกออกมาคืน

ตามข่าวเก่า  สหกรณ์ฯ คลองจั่นขอเงินคืนประมาณ 500 ล้านบาทเท่านั้น  ซึ่งตอนนั้น สมีธัมมชโยยืนยันว่า “ไม่คืน” 

สาเหตุหนึ่ง คิดว่าสมีธัมมชโยกลัวโดนจับสึกในกรณีของคดีอาญา  ก็ขอให้ดูกฎหมายอาญามาตรา 357 ที่คนไปโพสต์ในพันธุ์ทิพย์ ด้านล่าง

มาตรา 357 ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใด ซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด

ถ้าความผิดนั้นเข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีด เอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอกหรือ เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์

ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจรต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้ง จำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำเพื่อค้ากำไร หรือได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตาม มาตรา 335 (10) ชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ หกเดือนถึงสิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำความผิดฐานรับของโจรนั้น ได้กระทำต่อทรัพย์อันได้มาโดยการลักทรัพย์ตาม มาตรา 335ทวิ การชิงทรัพย์ตาม มาตรา 339ทวิ หรือการปล้นทรัพย์ตาม มาตรา 340  ทวิ

ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่น บาทถึงสามหมื่นบาท

สมีธัมมชโยมันกลัวคดีอาญาดังกล่าวนี้แหละ  ความผิดชัดแจ้งเลย  เมื่อโดนดคีอาญา มันก็ต้องสึกโดยอัตโนมัติ เพราะ ต้องเข้าไปนอนในคุก

ถ้ามีบางคนถามผมว่า ในกรณีนี้ สมีธัมมชโยมันปราชิกไหม   ผมยืนยันว่า “มันไม่ปราชิก” อย่างแน่นอน  เพราะ มันไม่ใช่พระมาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้ว

แต่ถ้าถามว่า ในทางกฎหมาย การปราชิกหนก่อนๆ ยังไม่นับ เพราะ ยังไม่มีการจับสึกกันเป็นเรื่องเป็นราว

การกระทำความผิดอีกครั้งหนึ่ง คือ หนนี้สามารถจับสึกได้ไหม  ผมก็ยืนยันว่า “จับสึกได้”  แต่ใครจะเป็นคนทำล่ะ

สำหรับอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เจดีย์ทัตตชีโว

ความเลวระยำจังไรของศุภชัย บวกกับความโง่ของมัน บวกกับความเลวระยำจังไรของสมีธัมมชโยที่คิดว่า  ชาตินี้ไม่มีใครทำอะไรมันได้ในแง่กฎหมาย

พวกนี้ เสือกไปสร้างเจดีย์ทัตตชีโวบนที่ของสหกรณ์ฯ คลองจั่น  ถ้าไม่คืนเงิน พวกมันก็สร้างเจดีย์ต่อไม่ได้

ด้วยการโกหกมาโดยตลอดของสมีธัมมชโยว่า มันเป็นผู้สร้างโลก สร้างจักรวาล การสร้างเจดีย์ต่อไม่ได้  ก็แสดงว่า มันโกหก

สาเหตุ 2 ประการนี้เอง ที่ทำให้สมีธัมมชโยต้อง “สำรอก” เงินออกมา..






สมีธัมมชโยฟ้องบ้าง


จากภาพด้านบน  สมีธัมมชโยฟ้องคุณ Puk Boo ตามข่าวของเดลินิวส์ “ผู้ใช้เฟซบุ๊กงานเข้าถูกธรรมกายแจ้งหมิ่นประมาทฯ” ดังนี้

กรณีทางวัดพระธรรมกาย ชี้แจ้งผ่านเดลินิวส์ออนไลน์ ถึงเรื่องที่ถูกกล่าวหาทำนองว่า ทางวัดไปออกบัตรเครดิตเพื่อให้ญาติโยมรูดซื้อบุญ จนถูกกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้นว่า

ทั้งหมด เป็นเรื่องเข้าใจผิด ทางวัดไม่เคยประสาน ธ.กรุงไทยให้ทำบัตรดังกล่าว

ซึ่งข้อเท็จจริงทางวัดได้ให้ทางธนาคารออกบัตรเดบิต หรือบัตรเงินสด เพื่ออำนวยความสะดวกและความปลอดภัย ในการนำเงินมาทำบุญกับทางวัดเท่านั้น

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 28 ก.ค. พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า

ขณะนี้ ทางวัดกำลังให้กองนิติการ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดีกับผู้ใช้ชื่อว่า "Puk Boo" และผู้ที่แชร์ข้อความอันเป็นเท็จ

ในข้อหาหมิ่นประมาท และความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์

เนื่องจากได้เผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับบัตร KTB หรือเคทีบี โดยทางวัดยืนยัน ไม่ใช่บัตรเงินกู้ และไม่มีการซื้อขายบุญ

ข่าวเท็จทั้งหลายเป็นการใส่ร้ายวัด และบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

ก่อนหน้านี้ วัดพระธรรมกายออกมาแก้ข่าวก่อน ดังนี้

ชี้แจงเรื่องบัตร KTB

ตามที่มีการแชร์ข้อมูลอันเป็นเท็จในโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า  “ วัดพระธรรมกาย!! จัดโปรโมชั่นสมัครบัตรรูดปรื๊ด ซื้อบุญรวดเร็วทันใจ กู้ได้หากไม่มีเงินซื้อบุญ!!” วัดพระธรรมกายขอชี้แจงว่า

1. บัตร KTB เป็นบัตรเงินสดที่ทำขึ้นโดยธนาคารกรุงไทย มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่สาธุชนในการทำบุญ โดยไม่ต้องนำเงินสดมา

ป้องกันการสูญหายของทรัพย์สิน และเพื่อไม่เสียเวลาในการประพฤติปฏิบัติธรรมของสาธุชน

2. บัตร KTB เป็นบัตรเงินสด หรือ บัตรเดบิต เจ้าของบัตรมีเงินในบัญชีอยู่แล้ว ไม่ใช่บัตรเครดิตที่ใช้กู้เงินได้

3. ไม่มีการซื้อบุญ เพราะบุญซื้อไม่ได้ และวัดไม่สนับสนุนการกู้เงินมาทำบุญ

จึงเจริญพรมาเพื่อทราบและโปรดช่วยเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชนด้วย จักขอบคุณยิ่ง

พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส
ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย

ประเด็นดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า สมีธัมมชโยสูญเสียความมั่นใจอย่างมาก และโง่เป็นอย่างยิ่ง

สมีธัมมชโยสูญเสียความมั่นใจอย่างมาก

เรื่องนี้มันเป็นเรื่องมานานแล้ว  ผมก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ไปแล้ว ในบทความ “บัตรเควี่ยธัมมชโย”  

การที่มีข่าวออกมาในระยะนี้ ซึ่งวัดพระธรรมกายกำลังเสียหน้าอย่างหนักในคดีที่ต้องคืนเงินในกับสหกรณ์คลองจั่นประมาณ 500 ล้าน  จากข่าวที่ว่ารับเงินไป 900 ล้านบาท

จากข่าวที่ออกมาหลังสุด ต้องคืนเงิน 819 ล้านบาท

กรณีอื้อฉาวสหกรณ์คลองจั่นนี้ ไชยบูลย์เสียหน้าอย่างหนัก  เพราะ ความผิดเห็นชัดเจน เนื่องจากเช็คที่จ่ายเงินนั้น เป็นเช็คของสหกรณ์ ไม่ใช่เช็คของศุภชัย

อีกอย่างหนึ่งก็คือ ในช่วงนี้เป็นช่วงของการรัฐประหาร  คสช. ได้จัดการกับกลุ่มบุคคลของรัฐบาลของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปเกือบหมดแล้ว

คิวต่อไป ไชยบูลย์ก็ต้องคิดออกว่า “กูคงโดนแน่ๆ”  จะเมื่อไหร่เท่านั้น

ดังนั้น วัดพระธรรมกายจึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อกู้สถานการณ์ที่ตกต่ำลงอย่างหนัก รวมถึงการขู่ว่าจะฟ้องตามข่าวนั้นด้วย

โง่เป็นอย่างยิ่ง

การที่วัดพระธรรมกายจะฟ้องคุณ คุณ Puk Boo ตามข่าวนั้น “ได้ไม่คุ้มเสีย”  คนจะรุมด่ามายิ่งขึ้น 

และถ้ามีการฟ้องจริง และคุณ Puk Boo ผิดจริง อย่างมากก็คงแค่ “รอลงอาญา” หรือให้ลบเฟสออกไปเท่านั้น

ผมคิดว่า  วัดพระธรรมกายออกข่าวมา “เพื่อปราม” คนอื่นๆ มากกว่า ที่จะฟ้องกันอย่างจริงจัง

ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะการ “ยุ” ให้กู้เงินเพื่อทำบุญมันมีจริงๆ ในวัดพระธรรมกาย  การ “ซื้อ” บุญมันก็มีจริงๆ ในวัดพระธรรมกาย

แต่ไม่ได้เกิดจากบัตร KTB   มันมีเป็นโครงการอื่นต่างๆ หาก

หลักฐานของการโฆษณาให้ “ซื้อ” บุญ ก็มีเป็นจำนวนมาก  หลักฐานของการโฆษณา“ยุ” ให้กู้เงินเพื่อทำบุญ ก็มีเป็นจำนวนมาก 

ต่อจากนี้ไป ชื่อเสียงของวัดพระธรรมกาย  ชื่อเสียงของไชยบูลย์คง “ดิ่ง” ลงเหวไปทุกวันๆ

สุดท้ายเลย  กรณีที่ต้องคืนเงินให้สหกรณ์ฯ คลองจั่นจำนวน 819 ล้านบาทนั้น อาจจะมีผู้นำมาฟ้องร้องให้สมีธัมมชโย “ปราชิก” อีกครั้งก็ได้ เพราะ เป็นคดีใหม่  มีการโกงเงินถึง 819 ล้านบาท






ไชยบูลย์อยากแดกตัวเปรี้ยว


ข้อมูลด้านล่างนี้ เป็นข้อมูลที่ได้มาจาก line  เป็นข้อมูลของสาวกสมองหมา ปัญญาควายของไชยบูลย์ ซึ่งแต่งเรื่องไปเรื่อยส่งให้กัน

แฟนคลับคนหนึ่ง ซึ่งได้ข้อมูลนี้ด้วย ก็ส่งต่อมาให้ผม วิพากษ์วิจารณ์ให้หน่อย

(ห้าม..!! ส่งใน fb,  t-line , twitter )

สรุปโอวาทประจำวัน ศุกร์ที่ 31 ตุลาคม  พ.ศ. 2557

***************
"เดินออกกำลังกายกันบ้างนะลูก เลือดลมจะได้เดินได้สะดวก และจะได้นั่งได้นานขึ้น"

คุณยายทองสุกเคยไปจับตัวเปรี้ยวต้องหย่อน กระเช้าลงไปจับ... ซึ่งก็มีพระหลายองค์ไปช่วยจับ.

ตัวเปรี้ยวมีลักษณะเหมือนคน สูงคืบหนึ่งก็มี สูงศอกหนึ่งก็มี...แต่มันไม่มีกระดูก ได้มาก็บีบคั้น...น้ำจะเป็นสีแดงๆ รสจะเปรี้ยว เลยเรียกตัวเปรี้ยว

แต่มันเหมือนคน....ซึ่งถ้าใช้มือจับจะจับไม่ได้....

คุณยายทองสุกท่านซ้อนธรรมกายเป็นหนึ่งเดียวกันเลยจับได้ แล้วท่านก็คั้นเอาน้ำมากิน พอกินแล้ว...ตัวท่านก็จะลอยๆ อยากจะเข้าไปในป่า....

ตัวเปรี้ยวจะมีชีวิตแต่ไม่มีจิตใจ...เป็นกายสิทธิ์ ไม่รู้เกิดขึ้นได้อย่างไร.... ซึ่งคุณยายทองสุก  มักจะไปเจอเรื่องแบบนี้

ช่วงนั้นท่านยังแข็งแรง ออกไปเผยแผ่ และท่านจะทันคน บางคนจะปล่อยของมาใส่ท่าน...ท่านก็จะพูดไปก่อนเพราะท่านรู้วาระจิต

พูดไปก่อนว่า...มันบาปอย่างนั้นอย่างนี้ จนคนปล่อยของใจอ่อน ซึ่งเรื่องประเภทนี้ ท่านจะเจอมาตั้งแต่เด็ก.

ตอนที่ท่านทำความสะอาดบ้าน..เทวดาสงสารเลยมาตำน้ำพริกให้ก็มี หรือบางทีก็โดนลากออกมาจากมุ้ง... เขาคงมาล้อเล่น ไม่ใช่คนนะ แต่เป็นกายละเอียด ซึ่งท่านจะเจอเป็นปกติ ”

(ปล.หลวงพ่ออ่านผล การปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านก็เมตตาชมว่านั่ง  กันได้ดี.. ขอให้ส่งผลการปฏิบัติธรรมกันมา  เยอะๆ นะ )
---------------------

อนุโมทนาบุญมากๆๆ
พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์
มุนิสกฺโก : ผู้ประสานงาน


ขอยืนยันว่า โดยสรุปเรื่องทั้งหมดนั้น ไม่จริง เป็นไปไม่ได้ 

อย่างไรก็ดี เรื่องข้างบนมีส่วนที่มีความจริงเป็นพื้นฐานอยู่บ้าง แต่ไม่ได้เป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความจริง

1- ตัวเปรี้ยว

เรื่องตัวเปรี้ยวในเรื่องนี้ เป็นไปไม่ได้ เรื่องมันก็ขัดกันอยู่แล้ว  ตัวเปรี้ยวเป็นกายสิทธิ์ แล้วจะไปบีบเอาน้ำมาได้อย่างไร

แล้วคนที่เป็นวิชาธรรมกายจริงๆ เขาก็ไม่ไป "บ้า" เรื่องแบบที่เล่ามา  ผมก็ไม่รู้ว่า ไอ้คนแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา มันจะแต่งเรื่องแบบนี้ไปทำไม

การจะโกหกว่า ไชยบูลย์เก่ง มันก็โกหกกันไปทุกรูปแบบแล้ว  เรื่องนี้ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง มันก็ไม่ได้ช่วยให้ไชยบูลย์เก่งขึ้นแต่อย่างใด

แต่จะทำให้วิชาธรรมกายเสียหายมากขึ้น  ในกรณีที่ว่า คุณยายทองสุกไปทำบ้าอะไรอย่างนั้น

อย่างไรก็ดี  ผมเคยได้ยินเรื่องในลักษณะนี้มาบ้าง  คือ มีสัตว์ชนิดหนึ่งเหมือนคนตัวเล็กอย่างตัวเปรี้ยวในเรื่องนี้  เป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสะบ้าทที่หัวเข่าเท่านั้น

ไม่ใช่ว่า ทั้งตัวไม่มีกระดูกเลย อย่างนั้น มันก็เป็นพวกไส้เดือนเท่านั้น

ผู้ที่เล่าให้ฟังนั้น เป็นหลวงตา เจ้าอาวาสวัดเขาดิน อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี  ท่านมรณภาพไปหลายสิบปีแล้ว

ผมสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านเขาดิน  อยู่ไกลจากตัวอำเภอประมาณ 10 กิโลเมตร แต่ไม่มีร้านอาหารขาย 

พวกครูทั้งหลาย ไม่ว่าครูหญิง-หรือชายก็ต้องไปกินข้าวของหลวงตา  ส่วนใหญ่เราก็จะทำกับข้าวเพิ่มด้วย  เพราะ ข้าวก้นบาตรของหลวงตามันไม่พอ 

หลวงตาสนิทกับผมมาก เพราะ ในกลุ่มครูทั้งหมดนั้น ผมจะเข้าใกล้ศาสนามากกว่าคนอื่น

หลวงตาเล่าให้ฟังว่า ตอนเป็นฆราวาสหลวงตากับเพื่อนชอบไปล่าสัตว์ชนิดนี้  เพราะ เนื้อมันอร่อยมาก

สาวกไชยบูลย์ หรือตัวเควี่ยไชยบูลย์คงได้ยินเรื่องทำนองนี้มาเหมือนกัน จึงเอามาแต่งเป็นเรื่องเป็นราวอันโกหกแบบอัศจรรย์ใจขึ้น

2- แม่ชีทองสุกตัวลอย

เรื่องนี้ก็ไม่มีในประวัติ 

แม่ชีทองสุกนับว่าเป็นศิษย์ "แหกคอก" คนหนึ่งของหลวงพ่อวัดปากน้ำ  ท่านชอบทำอะไรแพลงๆ บ่อยๆ  เช่น การถวายอาหารพระพุทธเจ้า เป็นต้น

แต่ขอยืนยันว่า ในยุคนั้น อาหารไม่ถึงพระพุทธเจ้า และในยุคนี้ ไชยบูลย์ทำก็ไม่ถึง ที่ทำได้มีคุณลุงการุณย์คนเดียวเท่านั้น เพราะ มีบารมีจากการปราบมารหนุน

เรื่องแปลกประหลาดของแม่ชีทองสุกที่เล่ากันมาก็คือ  ท่านเคยเดินวิชาเปลี่ยนจากเพศหญิงเป็นเพศชายได้

แต่เมื่อมาลองคิดดูแล้ว  มันจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะ ใครต่อใครต้องมาตรวจสอบท่าน หลวงพ่อวัดปากน้ำก็คงจะวุ่นวายไปด้วย  ท่านจึงเดินวิชาให้กลับเป็นหญิงเหมือนเดิม

หลังจากวันนั้นมา  แม่ชีทองสุกก็สูบบุหรี่  (สงสัยว่าตอนเปลี่ยนเป็นเพศชาย คงหัดสูบบุหรี่ไปด้วย)

3- เทวดาตำน้ำพริกให้

เรื่องนี้ก็ไม่จริง  เรื่องทำนองนี้เกิดกับแม่ชีถนอม  หัวหน้าเวรที่แม่ชีจันท์เป็นรองหัวหน้าเวร

หลวงพ่อวัดปากน้ำชอบเรียกใช้แม่ชีถนอมเพราะแม่ชีถนอมวิชาดีกว่าคนอื่น  วันหนึ่งหลวงพ่อเรียกใช้ แต่แม่ชีถนอมไปช้า

หลวงพ่อก็ถามว่า "ทำไมมาช้า"  แม่ชีถนอมก็ตอบว่า "ไปตำน้ำพริกกินเจ้าค่ะ"

หลวงพ่อวัดปากน้ำจึงสั่งให้แม่ครัวของวัดทำน้ำพริกให้แม่ชีถนอมเป็นกรณีพิเศษ

จะเห็นว่า ในวัดพระธรรมกายมีแต่เรื่องโกหกกันทั้งนั้น  ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่  มันจะโกหกอะไรกันนักกันหนา


หรือมันเป็นธรรมชาติของสาวกมาร แต่ต้องทำอะไรทุกอย่างตรงข้ามกับความดีเสมอ..