สมีเควี่ยธัมมชโยโกหกเรื่องพระอุบาลีฯ


ข้อความเดิม

ข้อความแก้

การที่สาวกของสมีเควี่ยธัมมชโยโกหกนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดที่บรรดาพวกจังไรและสมองหมาปัญญาควายเหล่านั้น 

แต่การโกหกคราวนี้ มันเสือกทะลึ่งไปยุ่งเกี่ยวกับบุคคลในสายปฏิบัติธรรมอื่น ไม่รู้มันจะโกหกไปหา “วรนุช” อะไรของพวกมัน

ในด้านการปฏิบัติธรรมนั้น  สายวิชาธรรมกายดีที่สุด ตรงที่สุด สอนคนให้เห็นผลได้ดีที่สุดอยู่แล้ว จะต้องไปโกหกแบบที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ทำไม

เรื่องของเรื่องก็คือ  สมีเควี่ยธัมมชโยไปเขียนประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ แล้วไปโกหกว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำส่งพระหมกไปสอนวิชาธรรมกายให้กับพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) จนได้ธรรมกาย











เรื่องนี้ สมีเควี่ยธัมมชโยผิดจริง  เพราะได้แก้ไขเว็บดังกล่าวแล้ว ขอให้ไปดูภาพด้านบนสุด การแก้ไขก็ทำเพียงลบเชิงอรรถหมายเลข 2 ออกไป แต่ยังเหลือเชิงอรรถหมายเลข 3

ก่อนจะวิพากษ์วิจารณ์ลองมาดูการแก้ตัวของบรรดาสาวกจังไรของสมีเควี่ยธัมมชโยกันก่อน  ข้อมูลเอามากกระทู้ “แถลงการณ์ ความจริงเรื่องท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทร์ สิริจันโท) วัดบรมนิวาส ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาธรรมกาย”  ของเว็บพันธุ์ทิพย์

ประวัติ บางส่วนต้องไปสอบถามจากบุคคล เล่าต่อๆกันมา  บางเรื่องในหนังสือไม่ได้กล่าวถึง  แต่เล่าจากคำบอกเล่าผู้เกี่ยวข้องที่มีอายุมากแล้ว

เพราะสืบจากบุคคลที่เห็นเหตุการณ์ในเวลานั้นต่างกัน  คำบอกเล่าก็จะต่างกัน

บางเรื่องมีในหนังสือ แต่ไม่มีในคำบอกเล่า   บางเรื่องมีในคำบอกเล่าแต่ไม่มีในหนังสือ
เรื่องเหล่านี้สืบค้นยากมากเพราะเป็นเรื่องเนิ่นนานมาแล้ว  

ถ้าจะปรับเปลี่ยนเนื้อหาในเว็บ DMC ต้องติดต่อ ไปทางเว็บ น้องเด็กที่เป็นอาสาสมัครดูแลเว็บ

เว็บของวัดหลายๆเว็บ คนที่ดูแลส่วนมากเป็นเด็กมหาลัย เย่าวชนมาช่วยดูแล บางครั้งก็มีผิดพลาดกันได้

แบบเพจในเฟสบุ๊ค ส่วนมากก็เป็นเด็กเยาวชน ที่ศรัทธาวัดมาทำขึ้น  เจ้าหน้าที่ในวัดอาสาสมัครก็มีแต่น้องเด็กๆ ก็ย่อมมีผิดพลาดกันบ่อย

ดูความเลวระยำจังไรของสาวกสมีเควี่ยธัมมชโย ไปโทษคนทำเสียเลย  มึงทำผิดโดยเจตนา ลงในหนังสือเรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ลงในเว็บ DMC ลงในวิกิพิเดีย  มึงเจตนาหลอกลวงแล้ว

ไม่รู้จะด่าด้วยสำนวนภาษาอย่างไร ให้สาสมกับความเลวระยำของไอ้พวกนี้

จะเห็นว่า สมีเควี่ยธัมมชโยกับสาวกสมองหมา ปัญญาควายของมันนั้นๆ วันๆ ทำแต่ความเลวระยำ ไม่เคยสร้างความดีอะไร  โกหกหลอกลวงอยู่ตลอดเวลา

เรื่องนี้ มันไม่ควรจะโกหกให้เป็นเรื่องขึ้นมาเลย  ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลยด้วย 






สมีธัมมชโยปราชิกกี่ครั้ง


ในความเป็นจริงพระในปราชิกได้ครั้งเดียวก็ขาดจากความเป็นพระแล้ว แต่สมีธัมมชโยมันหน้าด้านอยู่ในผ้าเหลืองต่อมา

ก็กระทำการอย่างเช่น พระที่ต้องปราชิกอีกครั้งแล้ว ครั้งเล่า ก็เลยตั้งชื่อบทความไปอย่างนั้น

ข้อมูลทั้งหมด นำมาจากเฟสบุ้กของคนชื่อ Pat Hemasuk  ผมอ่านแล้ว เป็นความจริงตามนั้น

เรื่องนี้ ขึ้นมายุ่งกับสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ตรงที่มีคดีธรรมกายที่โดนโยนขึ้นมาจนถึงมือของสมเด็จท่านแบบที่ท่านก็คาดไม่ถึง

โดยที่ทั้ง เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ต่างก็เอนเอียงเข้าข้างธรรมกายไม่รับคดีขึ้นฟ้อง และดึงเรื่องแบบสุดความสามารถ

จนรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาที่ดูแลกรมศาสนาในเวลานั้นก็รวบรัดว่า เรื่องนี้ต้องถึงมหาเถรสมาคมเสียแล้ว และต่อมาเรื่องนี้ก็ตกลงมาถึงมือสมเด็จอุปัชฌายาจารย์ของผมจนได้

เรื่องนี้ผมจะปูพื้นเรื่องก่อน เพื่อให้คนไม่รู้ได้รู้ เพราะในอนาคตถ้าหมดคนรุ่นผมไปแล้ว หลักฐานปฐมภูมิจะหมดไป ต่อไปคนรุ่นหลังต้องไปอ่านจากคนที่ตายแล้วเขียนให้อ่าน

ในเวลานั้นมีคดีฟ้องของ คุณมานพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา และคุณสมพร เทพสิทธา ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติได้ฟ้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย

ในคดีละเมิดพระธรรมวินัย และละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งคดีนั้นมีการใช้ทริกลากเรื่องดองเรื่องอย่างสุดฝีมือจากทางวัดพระธรรมกาย

เริ่มจากเจ้าคณะปกครองมีอำนาจในการพิจารณาได้ปัดสำนวนฟ้องทิ้งไป ด้วยเหตุที่ว่า ผู้ฟ้องไม่ได้กรอกแบบฟอร์มช่องหนึ่ง ที่แจ้งว่าตัวเองว่าศาสนาอะไร

เวลานั้น เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ต่างก็โดนสังคมโห่ฮาป่าในมุขอรหันต์โอ่งในนิทานแบบสุดๆ

คุณมานพ นั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา เขียนหนังสือ หลักการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม ให้พระสงฆ์ได้เล่าเรียน และคุณสมพรก็เป็นประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ

แต่ทั้ง เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ก็เล่นทริกดึงเรื่องและปัดคดีให้ตกด้วยการแจ้งว่า โจทย์ทั้งสองไม่ได้บอกว่า ตัวเองเป็นพุทธศาสนิกชน จะมาฟ้องพระไม่ได้

จนทั้งสองท่านต้องเอาหลักฐานว่าเคยบวชเรียนมาแล้วมาแสดงว่าเป็นพุทธแท้ๆ ถึงจะยอมเดินเรื่องต่อให้

พอเรื่องเดินต่อไปก็มีทริกอีกมุขหนึ่งขึ้นมาว่า โจทย์ทั้งสองเป็นฆราวาสจะมาฟ้องพระไม่ได้ เจ้าคณะจังหวัดก็ไม่รับพิจารณาเรื่องนี้ โจทย์ไม่มีทางเลือกเลยไปฟ้องต่อเจ้าคณะภาคเสียเลย

แต่เจ้าคณะภาคตัดสินว่า ฆราวาสไม่มีสิทธิ์ฟ้องเหมือนกันจนเรื่องถึงรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาทำเรื่องให้มหาเถรสมาคมพิจารณาเสียเลย

คราวนี้ มหาเถรสมาคมบอกว่า ทำไมจะฟ้องไม่ได้ "อย่างนี้จะพระเหี้ยอย่างไรชาวบ้านก็ต้องทนหรืออย่างไร"

คำนี้ ผมเอามาจากท่านสมเด็จพระมหาธีราจารย์ นั่งตบเข่าเล่าให้พ่อผมฟังเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ผมนั่งอยู่ด้วยได้แต่อมยิ้มอยู่ข้างเสากุฎิ

ตามปกติสมเด็จท่านท่านจะพูดจาระวังคำพูด แต่กับคนใกล้ชิดแบบพ่อของผมท่านปลดเบรคพูดแบบสบายปากได้

พอมหาเถรสมาคมมีมติว่า ฆราวาสฟ้องได้ แล้วสั่งการให้เจ้าคณะภาคสั่งการให้เจ้าคณะจังหวัดรับฟ้องตามขั้นตอน แต่เจ้าคณะจังหวัดก็แจ้งไปยังเจ้าคณะภาคว่า มติของเจ้าคณะภาคที่ว่าฆราวาสฟ้องไม่ได้ มันมีมาก่อนมติมหาเถรสมาคม จะยังถือมติเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนก็รู้ว่า ทั้งเจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดเตะบอลดึงเกมส์แบบรู้กันทั้งคู่นั่นแหละ ทางกระทรวงศึกษาเลยต้องเอาเรื่องเข้ามหาเถระใหม่อีกรอบว่า เจ้าคณะทั้งสองไม่ทำตามมติมหาเถรสมาคมสั่งการเรื่องเลย

ทางมหาเถรสมาคมเลยสั่งการไปยังเจ้าคณะภาคอีกรอบ คราวนี้เจ้าคณะภาคบอกว่า จะรีบทำตามมติเร่งรัดคดี แต่ก็ดึงเรื่องไปเรื่อยๆ อีกรอบ

จนมหาเถรฯ แต่งตั้งให้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม เจ้าคณะหนใหญ่กลาง เข้ามากำกับดูแลด้วย

โดยสมเด็จท่านให้ส่งรายงานมาทั้งหมด แต่ทางเจ้าคณะภาคก็ดึงเรื่องขอเวลาเขียนอีกเป็นเดือนๆ แล้วส่งมาแบบเขียนใส่ตั๋วรถเมล์สั้นๆ เท่านั้น

คราวนี้ สมเด็จท่านด่าเปิงกลับไป เพราะนิสัยของท่านตรงเป็นไม้บรรทัด แล้วสั่งให้ส่งรายงานแบบเต็มยศมาโดยด่วน

พอรายงานมาถึงมือสมเด็จท่านก็บอกว่า แบบนี้ชัดเจนว่า เจ้าคณะภาคขัดคำสั่งมหาเถรสมาคมแบบชัดเจนท่านจะว่าอย่างไร

คราวนี้ เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดวิ่งไปพึ่งบารมีของสมเด็จวัดสระเกศให้มาเป็นตัวช่วยเพราะอย่างที่รู้กันว่าวัดสระเกศแบ็กอัพสายนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

โดยสมเด็จวัดสระเกศบอกว่า ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความว่าฟ้องได้หรือไม่ แต่สมเด็จวัดชนะท่านก็ซัดเข้าไปดอกใหญ่ในที่ประชุมมหาเถระแบบไม่ไว้หน้าว่า

เรื่องของพระส่งไปให้บ้านเมืองพิจารณาได้อย่างไร เคยส่งไปแล้วก็โดนตีกลับมาทุกครั้งว่า เรื่องของพระก็ให้มหาเถรฯ จัดการกันเอง คนนอกวัดไม่อยากยุ่งด้วย เพราะเรื่องแบบนี้มันมีพระวินัยมากำกับด้วย คนไม่ใช่พระจะมาชี้เรื่องพระวินัยได้อย่างไร

เรื่องนี้สมเด็จวัดสระเกศเจออัดเข้าจังๆ กลางที่ประชุมมหาเถรสมาคมถึงกับถอยกรูด ไม่แบ็กอัพวัดธรรมกายให้ตามที่คาดกันเอาไว้

เพราะรู้ว่า สมเด็จวัดชนะสงครามตรงเป็นไม้บรรทัดและไม่เคยมีเรื่องให้ใครขุดมานินทาให้เป็นจุดอ่อนได้ และดันเรื่องเข้ามหาเถรสมาคมทันที

แต่ก็โดนดึงเรื่องต่อไปอีกหลังจากฝั่งสนับสนุนวัดธรรมกายเริ่มตั้งขบวนกันติดและมีการล็อบบี้กรรมการบางรูปของมหาเถรสมาคมกันสำเร็จ โดยให้เลื่อนการพิจารณาออกไป

โดยอ้างว่ากรรมการฯ บางรูปอ่านเอกสารไม่จบ เรื่องก็ดึงกันไปเรื่อยๆ อีกนานข้ามปี

จนในที่สุดสมเด็จพระสังฆราชทรงทนไม่ไหว ได้มีพระลิขิตออกมาว่า

“การโกงสมบัติผู้อื่น ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป คือประมาณไม่ถึง ๓๐๐ บาทในปัจจุบัน ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ฐานผิดพระธรรมวินัย พ้นจากความเป็นพระทันที

ในกรณีนี้ ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะมีการสั่งให้สึก ไม่ว่าจะมีการจับสึก หรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยทันที”

พอมีพระลิขิตออกมาเหมือนวงแตก มหาเถรฯ ให้ติดตามว่าวัดธรรมกายจะมีปฏิกิริยาอย่างไรกับพระลิขิต แต่วัดธรรมกายก็ยังเฉย

พระสังฆราชก็ได้ทรงออกพระลิขิตอีกฉบับเป็นฉบับที่สอง ได้ทรงลิขิตว่า

“ความบิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวว่า พระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน แตกแยกออกไป กลายเป็นสอง มีความเข้าใจ ความเชื่อถือพระพุทธศาสนาตรงกันข้าม เป็นการทำลายพระพุทธศาสนา ทำสงฆ์ให้แตกแยก

ส่วนที่มิใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการทำที่ถูกต้อง คือต้องมอบสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดทันที”

แม้จะทรงออกพระลิขิตออกมาสองฉบับแล้วมหาเถรฯก็ยังเฉยๆ ไม่มีมติออกมา ทรงทนไม่ไหวกับคณะกรรมการมหาเถรฯ มีพระลิขิตออกมาเป็นฉบับที่สามว่า

“ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ว่า ในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ

แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระ ให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้ง ว่าต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ

ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระปลอมเป็นพระ ด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสีย ให้เกิดแก่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”


คราวนี้มีแรงกระเพื่อมจากอีกฝั่งที่เชียร์ธรรมกายอีกว่า เป็นพระลิขิตปลอม ทั้งที่สำนักงานเลขาพระสังฆราชก็ออกมายืนยันว่า ทรงลิขิตไว้ตามนั้นจริง

จึงทรงออกพระลิขิตอีกฉบับเป็นฉบับที่สี่ว่า

“ในกรณีเกี่ยวกับเรื่องวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีกขณะนี้

ขออนุโมทนาทุกท่านที่สนใจห่วงใยพระพุทธศาสนา แสดงความเป็นคนดี ด้วยมีกตัญญูกตเวทิตาธรรม”

ทันทีที่ออกพระลิขิตฉบับสุดท้ายออกมา ถึงกับมีคำขู่จากกลุ่มสนับสนุนวัดธรรมกายในทางรุนแรงจนถึงขั้นปองร้ายพระสังฆราช

จนที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งตำรวจมาอารักขาสมเด็จพระสังฆราช และเร่งให้ดำเนินทุกวิถีทางเพื่อสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยด่วน

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาในเวลานั้น ได้เข้ากราบนมัสการสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม

แล้วแจ้งว่า เรื่องนี้จะนำคดีเข้าศาลในคดีอาญาทางโลก และจะตั้งพระให้เป็นโจทย์ในคดีกฏนิคหกรรมส่งให้ดำเนินการทางสงฆ์ โดยเร่งให้ ธัมมชโย โอนที่ดินและทรัพย์ส่วนนี้กลับเข้าวัด

แต่ก็ได้รับคำตอบจากวัดธรรมกายว่า ให้การพิจารณาของมหาเถรสมาคมจบก่อนว่า ผิดจริงถึงจะโอนให้

และต่อมามหาเถรสมาคมก็เตะถ่วงเอาเรื่องอื่นๆ เข้าประชุมแทนที่จะรีบพิจารณาเรื่องที่ นายมาณพ พลไพรินทร์ และนายสมพร เทพสิทธา ฟ้องในคดีกฎนิคหกรรม

คราวนี้ ประชาชนออกมาต่อต้านมหาเถรฯ กันทุกภาคส่วนสนับสนุนพระลิขิตของพระสังฆราชและกดดันให้มหาเถรสมาคมออกมาดำเนินการจัดการวัดธรรมกายตามพระลิขิต

ในขั้นสอบสวนทางโลก ธัมมชโย เข้ามอบตัวและประกันตัวไป ส่วนมหาเถรฯ ยังเตะถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ จนตำรวจได้ส่งสำนวนฟ้องให้อัยการดำเนินการต่อ

และต่อมาสมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ได้กดดันกลางที่ประชุมมหาเถรสมาคม และได้สั่งให้เจ้าคณะภาคสั่งให้อายัดเงินฝากของวัดธรรมกาย

แต่ทางวัดธรรมกายสู้และแจ้งว่า อธิกรณ์ถึงที่สุดตามที่เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดไม่รับฟ้องเมื่อหลายปีก่อนไปแล้ว จึงไม่ทำตามที่ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ สั่งการลงมาถึงเจ้าคณะภาคทุกประการ

และเพื่อลดความกดดัน ธัมมชโย ได้ลาออกจากเจ้าอาวาสแล้วให้ ทัตตชีโว ขึ้นแทน แล้วก็ใช้วิธีดึงคดีไปเรื่อยๆ โดยแจ้งว่าป่วย

จนกระทั่งหาทางออกได้แบบไม่เจ็บตัวโดยโอนที่ดินและทรัพย์สินกลับคืนวัดแล้วอัยการสั่งไม่ฟ้องโดยให้เหตุผลว่า

"สำหรับในด้านทรัพย์สินนั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 กับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959 ล้านบาทคืนให้แก่วัดพระธรรมกาย

การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ 1 กับพวกจึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของพระสังฆราชครบถ้วนทุกประการแล้วอัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้"

และมหาเถรสมาคมก็ถือโอกาสทองรีบปิดคดีเช่นกันโดยไม่สอบสวนคดีกฏนิคหกรรมต่อเหมือนทุกอย่างรีเซตตัวเองจบไปแล้ว

โดยไม่คำนึงถึงพระลิขิตที่ทรงพิจารณาให้ ธัมมชโย สิ้นสภาพความเป็นพระไปก่อนหน้านั้น

เรื่องที่นำมาจากเฟสบุ้ก Pat Hemasuk ตามข่าวในช่วงนั้นก็เป็นจริงตามนั้น  ส่วนตอนท้ายนี่ เป็นเรื่องตอนที่คุณทักษิณเข้าไปช่วยสมีธัมมชโย จึงทำให้อัยการถอนฟ้อง

ความเลวระยำของสมีเควี่ยธัมมชโยและพรรคพวกยังมีมากกว่านี้  ที่เขียนมาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความเลวระยำเท่านั้น






ข้าขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย


คำปณิธานที่ว่า “ข้าขอเข้านิพพานเป็นคนสุดท้าย” ไม่ใช่เป็นของผม เป็นของสมีเควี่ยธัมมชโย

มีแฟนคลับท่านหนึ่งส่งข้อความดังกล่าวมาทางเฟส  ข้อความที่ส่งมาก็อยู่ด้านล่างนี้

มโนปณิธานสูงสุดของพระเดชพระคุณพระเทพญาณมหามุนี (หลวงพ่อธัมมชโย)

"ทวยเทพผู้สถิต ณ ผาดำเอย ข้าผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์

อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ จะขอปักธงรบ อหิงสา ปรโมธัมโม

ขึ้น ณ ที่นี้ในดวงใจข้า เหนือขุนเขา อันเป็นศิริซึ่งเป็นที่สถิตย์แห่งจอมไท

ข้าขอประกาศให้ทราบว่า ข้าจะขออุทิศชีวิตนี้ พลีเพื่อพระศาสนา

จะบ่มบารมีให้แก่รอบ เพื่อยกตนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากกองทุกข์

ตราบใด ที่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ยังเข้าสู่พระนิพพานไม่หมด

ข้าจะขออยู่เยี่ยงนี้ เพื่อย่ำธรรมเภรี โปรดสัตว์โลกต่อไปและ

จะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย

ต่อไปก็เป็นคำวิพากษ์วิจารณ์

1- ปณิธานที่ว่า “จะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย” เป็นไปไม่ได้  

ไม่ว่าใครจะเป็นผู้อธิษฐาน ยิ่งสมีเควี่ยธัมมชโยแล้ว เป็นไปไม่ได้ [ยกกำลัง infinity เลย]

ความเลวที่สมีเควี่ยธัมมชโยทำมาทั้งหมด  ผลกรรมจึงส่งผลให้สมีเควี่ยธัมมชโย “ตกเซฟ” อันทุกข์ทรมานยิ่งกว่าอเวจี ยิ่งกว่าโลกันต์ อย่างที่บรรยายไม่ได้

อบายภูมิที่คนไทยกลัวมากคือ “อเวจี” ซึ่งตอนนี้พระเทวทัตไปตกอยู่  ท่านผู้รู้กล่าวว่า นรกอเวจีมีไฟเผาพลาญตลอดเวลา ไม่มีเวลาหยุดพัก

นรกอเวจีที่ว่าสุดโหด สุดทรมานก็ยังไม่เท่า “โลกันต์”  นรกโลกันต์เป็นภพอีกภพหนึ่งเลย  ไม่มีแสงสว่างใดๆ มีแต่ความมืดมิดและหนาวเย็น ที่ว่าหนาวเย็นนั้น ก็คงสุดๆ 

ประการสำคัญก็คือ มันต้องไปอยู่กันยาวนานมาก

อย่างไรก็ดี  นรกอเวจี นรกโลกันต์ บารมียังเหลืออยู่  โอกาสหลุดยังมี  แต่การ “ตกเซฟ” นั้นบารมีไม่มีเหลือเลย 

โอกาสที่จะรอดออกมาจากเซฟนั้นก็ประมาณ  0.01 หารด้วย [อสงไขยยกกำลังอสงไขย]

ขอให้จินตนาการง่ายๆ ว่า..... มีคนๆ หนึ่ง ถูกบังคับให้อยู่นิ่งๆ เคลื่อนไหวไม่ได้ และไม่มีน้ำดื่มเลย เอาแค่ 24 ชั่วโมง  ก็ลองคิดดูว่า มันทรมานขนาดไหน

การ “ตกเซฟ” นั้น เป็นลักษณะคล้ายๆ อย่างนั้น แต่มีความทุกข์ทรมานจากกรรมชั่วด้วย และตัวเองก็รู้ว่า เป็นการอยู่ตลอดไป ไม่มีโอกาสที่จะหลุดรอดมาได้

ความเลวระยำของสมีเควี่ยธัมมชโยนั้น แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ กายละเอียด 17 กายข้างใน ยังถูกธาตุธรรมเอาไปลงโทษเลย

สมีเควี่ยธัมมชโยจึงเหลือเพียงกายเนื้อเพียงกายเดียวเท่านั้น  ที่มันยังอยู่ได้ก็เพราะ มารมันทำทุกอย่างเพื่อให้มันอยู่   ไม่อย่างนั้น มารหมดที่ทำมาหากินเหมือนกัน

ถึงแม้สมีเควี่ยธัมมชโยจะไม่ “ตกเซฟ” ก็เป็นไม่ได้เช่นเดิม  ถึงแม้จะเป็นคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อีกเช่นเดียวกัน

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้าก่อน แล้วจะเอาอะไรมาสอน

จากการอ่านประวัติศาสตร์ทางศาสนา จะเห็นว่า ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูเขาก็พยายามหาทางไป “อายตนะนิพพาน” เหมือนกัน  แต่ก็หาไม่พบ

ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูพบแต่เพียงว่า “มหาพรหมันอยู่นานมาก จึงคิดว่าอยู่นานตลอดไป”  ก็จึงทำทุกอย่างเพื่อให้กลับไปสู่ “มหาพรหมัน”

จะเห็นว่า “วิชาที่จะทำให้บรรลุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” นั้น  ผู้ที่จะสอนได้จะต้องบรรลุมาก่อน  จะสั่งสอนคนอื่นให้บรรลุ แต่ตัวเองยังไม่บรรลุนั้น “ทำไม่ได้

2- ปณิธานที่ว่า “จะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย” เป็นมาอย่างไร

แนวคิดโปรดคนให้คนหมดทั้งโลกไปนิพพานก่อน แล้วตัวเองจะเป็นคนสุดท้ายนั้น  เป็นอุดมการณ์พระโพธิสัตว์ของทางมหายาน ไม่ใช่แนวคิดของพุทธเถรวาท

เป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นถึงความมีเมตตาอันมหาศาล แต่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

3- อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ที่ว่า “จะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย” สมีเควี่ยธัมมชโยเอามาประกาศทำไม

มันก็เอามาเป็นเครื่องมือในการหลอกแดกประชาชนเท่านั้น แล้วมันก็ทำได้เสียด้วย

ขอประกาศไปก่อนว่า  เรื่องที่สมีเควี่ยธัมมชโยหลอกประชาชนได้ง่ายๆ นั้น ไม่ว่าจะมีความรู้ระดับไหน  เป็นคนรวยระดับไหน  ไม่ใช่ความเก่งของสมีเควี่ยธัมมชโย แต่เป็นเพราะ “มาร”

การสร้างบารมีด้วยความเลวระยำแบบสมีเควี่ยธัมมชโยนั้น มารเขาได้บารมีด้วย  มารจึงเข้าไปบังคับ ใจ-จิต-วิญญาณ ของคนให้หลงเชื่อสมีเควี่ยธัมมชโย

มาดูคำอธิษฐานหรือปณิธานของสมีเควี่ยธัมมชโยกันสักเล็กน้อย

"ทวยเทพผู้สถิต ณ ผาดำเอย ข้าผู้ครองผ้ากาสาวพัสตร์

ขึ้น ณ ที่นี้ในดวงใจข้าเหนือขุนเขา อันเป็นศิริซึ่งเป็นที่สถิตย์แห่งจอมไท

น่าน......... มันอธิษฐานกับเทวดาที่ผาดำ   มันอธิษฐานกับเทวดาที่อยู่เหนือเขา  จะเห็นความผิดเพี้ยน ความโง่ของมันแล้ว

อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ที่ว่า “จะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย” ถ้าจะมีจริงๆ ก็ต้องอธิษฐานกับธาตุธรรมฝ่ายขาวในอายตนะนิพพานโน่น

ต้องอธิษฐานกับ “ต้นนิพพานเป็น”  ไม่ใช่ไปอธิษฐานกับเทวดาที่ผาดำ

โดยสรุป

อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ที่ว่า “จะขอเข้าพระนิพพานเป็นคนสุดท้าย” โดยสอนให้คนอื่นไปนิพพานก่อนนั้น เป็นไปไม่ได้

อุดมการณ์ดังกล่าวเป็นของมหายาน  สมีเควี่ยธัมมชโยเห็นว่า ดูแล้วดี สามารถเป็นเครื่องมือในการหลอกประชาชนได้  ก็จึงเอามาใช้